ข่าว

สินค้าจีนทะลัก กดดันไทย พลิกเกมล่าเงินหยวน บุกเมืองรองจีน แรงบีบสามด้าน เมื่อผู้ประกอบการไทยหนีไม่พ้นการแข่งขันจีน แรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทยในวันนี้ ไม่ได้มาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่เป็นแรงบีบจากรอบด้านพร้อมกัน ทั้งตลาดส่งออกที่เริ่มตีบตัน และตลาดในประเทศที่ถูกสินค้าจีนราคาถูกบุกทะลวงอย่างต่อเนื่อง การส่งออกไปสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญมาตรการภาษีที่เข้มข้นขึ้น ขณะที่ตลาดใกล้บ้านอย่างกัมพูชา ก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อสินค้าจีนเข้ามาแข่งขันโดยตรงในแทบทุกตลาด
จากแบรนด์เด็กอันดับหนึ่งของไทย สู่สนามทดสอบที่โหดที่สุดในโลก โอสถสภาพา Babi Mild เปิดเกมจีน เดิมพันอนาคตแบรนด์อ่อนโยนบนเวทีโลก ตลาดจีนไม่เคยเป็นสนามสำหรับแบรนด์ที่ “ยังไม่พร้อม” และไม่ใช่พื้นที่สำหรับผู้เล่นที่หวังแค่ส่งออกสินค้าแล้วรอให้ขายได้เอง แต่ในปีนี้ เราได้เห็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาจากโอสถสภา เมื่อบริษัทตัดสินใจพา Babi Mild แบรนด์ผลิตภัณฑ์เด็กอันดับหนึ่งของไทย ก้าวเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ ซับซ้อน และแข่งขันรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง ประเทศจีน นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มประเทศปลายทาง แต่คือ “การทดสอบศักยภาพแบรนด์ไทย” ว่าจะสามารถยืนอยู่ในเกมระดับโลกได้จริงหรือไม่
โมเดลเศรษฐกิจใหม่ของจีนเมื่อการเอาตัวรอดของมหาอำนาจ กำลังทุบหม้อข้าวแรงงานเอเชีย และบั่นทอนอนาคต Gen Z เอเชียเคยเป็น “โรงงานของโลก”เป็นภูมิภาคที่การส่งออกและภาคการผลิตทำหน้าที่เป็นบันไดทางสังคม พาคนรุ่นพ่อรุ่นแม่หลุดพ้นจากความยากจน สร้างชนชั้นกลาง และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าแต่วันนี้ โมเดลการเติบโตแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะเอเชียไม่ขยัน ไม่ใช่เพราะแรงงานไม่มีคุณภาพ แต่เพราะ “กติกาเศรษฐกิจโลก” กำลังเปลี่ยนไป ภายใต้แรงกระเพื่อมจากจีน โลกกำลังเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า การปรับตัวของจีนเพื่อเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจ กำลังกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชีย และผู้ที่รับแรงกระแทกเต็มๆ ไม่ใช่ใครอื่น คือ แรงงาน และคนรุ่นใหม่ (Gen Z)
50 ปีแห่งมิตรภาพ กับโจทย์ 50 ปีข้างหน้าที่ไทยต้องคิดให้ลึกกว่าเดิม ปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีนครบ 50 ปี หากแต่เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์” ที่สำคัญยิ่งของนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจไทย ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน มหาอำนาจแข่งขันกันเข้มข้น และกติกาโลกเก่ากำลังถูกเขย่าอย่างรุนแรง ความสัมพันธ์ไทย–จีนในวันนี้ จึงไม่อาจเดินต่อด้วยสูตรเดิมของอดีต แต่จำเป็นต้องมี กรอบวิสัยทัศน์ใหม่สำหรับ 50 ปีข้างหน้า เพื่อให้ไทยสามารถรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้อย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และการเปลี่ยนโฉมของเศรษฐกิจโลก บทความนี้ขอสรุป 6 ประเด็นเชิงนโยบายสำคัญ ที่ไทยควรใช้เป็นเข็มทิศในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับจีนในยุคต่อไป
จีนยังแรงไม่หยุด! ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 30 ล้านคน แต่ “ตลาดจีน” คือกุญแจทองของปี 2568 ปี 2568 ใกล้จะปิดฉาก แต่ตัวเลขท่องเที่ยวไทยไปไกลกว่าที่คาด เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอัปเดตล่าสุด (1 ม.ค.–7 ธ.ค. 2568) พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 30 ล้านคนแล้ว แม้ภาพรวมลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ไทยยังโกยรายได้รวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และแม้ “มาเลเซีย” จะครองอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวสะสม แต่ถ้าพูดถึง “อิทธิพลทางการท่องเที่ยว” และ “กำลังซื้อในไทย” ต้องยกให้ จีน เป็นตลาดที่ทรงพลังที่สุดของปีนี้แบบไม่มีข้อกังขา
50 ปี จีน-ไทย โอกาสครั้งใหญ่ของสินค้าไทยพรีเมียม บุกจีนผ่าน ‘ประตูกว่างซี’ จากงานแสดงสู่เส้นทางการค้าเต็มระบบ ปี 2025 ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่หมุนผ่านปฏิทิน แต่คือหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์จีน–ไทยครึ่งศตวรรษ ความใกล้ชิดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแนวคิดเชิงการทูต “จีน–ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” กำลังขยับสู่ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะใน ยุคที่สินค้าไทยต้องมองหาตลาดใหม่ที่แกร่งกว่าเดิม จีนจึงไม่ใช่แค่ “ตลาดใหญ่” แต่กลายเป็น “ประตูยุทธศาสตร์” ที่ไทยต้องรุกให้ทัน
ปี 69 กุ้งไทยส่งออกหดต่อเนื่อง เกมการค้าโลกเปลี่ยนเร็ว และ “จีน” คือสนามใหญ่ที่ต้องเร่งรุกในขณะที่อดีตไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก แต่วันนี้ภาพเปลี่ยนไปชัดเจน เรากลายเป็นผู้เล่นอันดับ 6 มีส่วนแบ่งการตลาดเพียงประมาณ 4% เท่านั้น แม้จะยังเป็นประเทศที่มีระบบการผลิตกุ้งครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ต้นทุนการผลิตที่สูง แข่งขันเรื่องราคาไม่ได้ และมาตรฐานการส่งออกที่เข้มขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยอยู่ในจุดที่ต้อง “รีเซ็ตกลยุทธ์ใหม่ทั้งระบบ”ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ปี 2569 (2025) มูลค่าการส่งออกกุ้งของไทยจะอยู่ที่ราว 1,075 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 3.6% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนความท้าทายทั้งด้านดีมานด์โลกที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่ดุเดือดยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะจาก เอกวาดอร์และอินเดีย ที่กำลังตีตลาดทุกทวีปแบบราคาเข้ม ๆ ชนะด้วยต้นทุนและผลผลิตที่มากกว่าไทย 2–5 เท่าแต่ท่ามกลางตลาดโลกที่ตกเป็นขาลง ยังมีหนึ่งสนามที่ไทยยัง “มีโอกาสใหญ่–แต่ต้องเล่นให้ถูกเกม”นั่นคือ ตลาดจีน
“หอการค้าไทยในจีน” เปิดโปงความจริงเจ็บ! ไทยเสียเวลา 10 ปี เพราะตามจีนไม่ทันถ้าจะพูดถึงตลาดที่เป็น “ความหวังใหญ่ที่สุด” ของผู้ประกอบการไทยในตอนนี้ ต้องยอมรับตรงกันว่า จีนคือสนามรบที่สำคัญที่สุด แต่ปัญหาคือ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยกลับพลาดโอกาสครั้งใหญ่แบบต่อเนื่อง และกำลังถูกทิ้งห่างมากขึ้นทุกปีดร.ไพจิต วิบูลย์ธนสาร รองประธานหอการค้าไทยในจีน สรุปคำแรง ๆ ว่า“ไทยเสียเวลาไป 10 ปีเต็ม เพราะเราไม่สามารถยกระดับความพร้อมของสินค้าและผู้ประกอบการได้เลย”จีนเปลี่ยนโครงสร้างตลาดอย่างรวดเร็ว จากออฟไลน์สู่ Online First แต่ผู้ประกอบการไทยยังติดกับดักเดิม ทำให้สินค้าไทยถูกมองว่า…
ไทยเน้นตลาดจีน ขยายโอกาสส่งออก ลดพึ่งสหรัฐ แม้สหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย แต่ล่าสุด ตลาดจีนกำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ของการส่งออกไทยในยุคที่มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ส่งออกไทย จากข้อมูลช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยไปจีนอยู่ที่ 30,667 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคิดเป็นสัดส่วน 12.1% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าจีนยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง