บทความ

ส่งออกข้าวไทยไปจีนวูบ 58.94% พาณิชย์เร่งพลิกเกม ดันข้าวหอมมะลิ–ข้าวพรีเมียมเจาะตลาดจีน ตลาดข้าวจีนกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของผู้ส่งออกไทย หลังตัวเลขการส่งออกข้าวไทยไปจีนในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงถึง 58.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จีนจะยังเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่มีความต้องการข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวไปจีนรวม 191,953 ตัน ลดลง 58.94% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของตลาดส่งออกข้าวไทย โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา ความต้องการของผู้บริโภค และการรักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่มีผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวจากหลายประเทศแข่งขันกัน ท่ามกลางสถานการณ์นี้ กรมการค้าต่างประเทศกำลังเดินหน้าปรับแนวทางการทำตลาด โดยไม่ได้มุ่งขายข้าวในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพ ความหลากหลาย และเอกลักษณ์ของข้าวไทยมากขึ้น หนึ่งในความเคลื่อนไหวล่าสุดคือการนำข้าวไทยเข้าร่วมงาน China-ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 23 เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและเข้าถึงผู้บริโภคจีนโดยตรง
Golden Week จีนคึกคัก ยอดขายย่านการค้าโต 5.3% รัฐอัดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ช่วงหยุดยาววันชาติจีน หรือ Golden Week กำลังส่งสัญญาณบวกต่อภาคการบริโภค หลังจำนวนผู้ใช้บริการและรายได้ในย่านการค้าสำคัญปรับตัวเพิ่มขึ้น พร้อมกับแรงหนุนจากมาตรการ Trade-in ของรัฐบาลที่สร้างยอดขายเกือบ 2 หมื่นล้านหยวนภายในเวลาเพียง 3 วัน ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ในช่วง 3 วันแรกของวันหยุดยาววันชาติ ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม จำนวนลูกค้าในถนนสายชอปปิงและย่านการค้าสำคัญ 78 แห่งที่อยู่ในการติดตาม เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าในอัตรา 5.3% ตัวเลขดังกล่าวน่าสนใจ เพราะไม่เพียงสะท้อนว่าผู้คนออกมาจับจ่ายมากขึ้น แต่รายได้ของพื้นที่การค้ายังขยายตัวเร็วกว่าจำนวนลูกค้า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ามูลค่าการใช้จ่ายโดยรวมในพื้นที่ที่ติดตามกำลังปรับตัวดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมเพียง 78 ย่านการค้าที่กระทรวงติดตามและช่วง 3 วันแรก จึงยังไม่ควรนำไปสรุปว่าเป็นภาพรวมการบริโภคทั้งหมดของจีน
ไทย–จีน 51 ปี เปิดเกมความร่วมมือยุคใหม่ จากการค้า–รถไฟ สู่ AI และพลังงานสะอาด ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนเดินทางเข้าสู่ปีที่ 51 หลังทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2518 แต่สิ่งที่น่าสนใจในปี 2569 ไม่ได้อยู่เพียงระยะเวลาของความสัมพันธ์ หากอยู่ที่โครงสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–จีนมักถูกมองผ่านเรื่องการค้า การท่องเที่ยว การส่งออกสินค้าเกษตร และการลงทุนในภาคการผลิต วันนี้ขอบเขตใหม่กำลังขยายไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์พลังงานใหม่ พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับจีนที่เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2026–2030 และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสูงและอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น สำหรับประเทศไทย นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “มิตรภาพ 51 ปี” แต่เป็นคำถามว่าไทยจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีอยู่ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในทศวรรษใหม่ได้มากแค่ไหน
สินค้าจีนเข้าไทยพุ่ง 31.55% ไทย–จีนหารือตั้ง “Early Warning” เฝ้าระวังก่อนกระทบผู้ประกอบการ การเติบโตอย่างรวดเร็วของสินค้านำเข้าจากจีนกำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในยุคที่สินค้าไม่ได้เข้าประเทศผ่านผู้นำเข้าและร้านค้ารายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่สามารถส่งตรงถึงผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce และ Cross-Border E-commerce ได้ง่ายขึ้น ล่าสุด ไทยเสนอให้จีนร่วมกันจัดตั้งกลไก “Early Warning” หรือระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อเฝ้าระวังการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงตรวจจับสัญญาณที่อาจนำไปสู่ปัญหาการทุ่มตลาด ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีนของไทยในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.21 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขนี้ทำให้ประเด็น “สินค้าจีนทะลักเข้าไทย” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการแข่งขันของร้านค้าออนไลน์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของการค้าไทย
ข้าวไทยบุกจีน ดีล 5 แสนตัน สะท้อนเกมใหม่ จากแข่งปริมาณสู่ขาย “คุณภาพ” จีนเป็นทั้งหนึ่งในผู้ผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ของโลก แต่ขณะเดียวกันก็ยังเป็นตลาดสำคัญของข้าวไทย และกำลังมีความเคลื่อนไหวเรื่องคำสั่งซื้อจากไทยในระดับหลายแสนตัน คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ในเมื่อจีนสามารถผลิตข้าวได้เองจำนวนมาก เหตุใดจึงยังต้องนำเข้าข้าวจากประเทศไทย? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าจีน “ไม่มีข้าวเพียงพอ” อย่างเดียว แต่ต้องมองไปถึงโครงสร้างของตลาดที่มีความต้องการหลากหลาย เพราะข้าวไม่ได้เป็นสินค้าเหมือนกันทั้งหมด สายพันธุ์ กลิ่น รสชาติ ลักษณะเมล็ด คุณภาพ แหล่งกำเนิด มาตรฐาน ตลอดจนภาพลักษณ์ของสินค้า ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ จุดนี้เองที่เปิดพื้นที่ให้ข้าวไทยเข้าไปแข่งขันในตลาดจีน โดยเฉพาะข้าวที่สามารถสร้างความแตกต่างและวางตำแหน่งเหนือการแข่งขันด้วยราคาต่ำเพียงอย่างเดียว
จีนคุมเข้มเดินทางออกนอกประเทศ แต่ยังไม่ใช่ “ปิดประตูท่องเที่ยว” ไทยต้องจับตาความเสี่ยงอะไร? กระแสข่าวจีนออกมาตรการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศกำลังสร้างความกังวลต่อหลายธุรกิจที่พึ่งพาผู้บริโภคจีน โดยเฉพาะท่องเที่ยว โรงแรม ค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจที่ทำตลาดกับนักท่องเที่ยวจีน คำถามสำคัญคือ จีนกำลังจะ “ห้ามประชาชนเดินทางต่างประเทศ” จริงหรือไม่ และมาตรการใหม่จะกระทบตลาดนักท่องเที่ยวจีนของไทยมากแค่ไหน เมื่อพิจารณาจากตัวบทกฎหมายที่ประกาศอย่างเป็นทางการ คำตอบในเวลานี้คือ จีนเพิ่มความเข้มงวดในการบริหารการเข้า–ออกประเทศจริง แต่ยังไม่มีหลักฐานจากกฎฉบับนี้ว่ารัฐบาลจีนกำลังห้ามประชาชนทั่วไปเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจไทยควรทำไม่ใช่ตื่นตระหนกกับคำว่า “Exit Ban” แต่ต้องแยกให้ออกว่าใครอยู่ในขอบเขตของมาตรการ และความเสี่ยงใดที่จะกระทบนักท่องเที่ยวจีนจริง
แฟชั่นไทยรุกตลาดจีน เปิด “Thai Pavilion” บน Tmall ปั้น 50 แบรนด์ จากของฝากสู่สินค้าแฟชั่นมูลค่าสูง อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยกำลังเข้าสู่จังหวะสำคัญของการขยายตลาดจีน จากเดิมที่แบรนด์ไทยจำนวนมากเป็นที่รู้จักผ่านนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาประเทศไทย กำลังขยับสู่การสร้างช่องทางจำหน่ายออนไลน์อย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนความนิยมระหว่างการท่องเที่ยวให้กลายเป็นฐานลูกค้าระยะยาวในจีนแผ่นดินใหญ่ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อ “ศาลาไทย” หรือ Thai Pavilion เปิดตัวบน Tmall International ของ Alibaba ในรูปแบบร้านเรือธงที่รวบรวมสินค้าแฟชั่นไทยสำหรับตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในระยะแรกมีดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยเข้าร่วม 13 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ น้ำหอม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล และมีเป้าหมายขยายจำนวนเป็น 50 แบรนด์ภายในปี 2569 นี่จึงไม่ใช่เพียงการเปิดร้านออนไลน์อีกหนึ่งแห่ง แต่เป็นความพยายามสร้าง “หน้าร้านแฟชั่นไทย” ในตลาด E-commerce จีนอย่างเป็นระบบ และเป็นบททดสอบสำคัญว่าแบรนด์ไทยจะสามารถเปลี่ยนกระแสความนิยมจากนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นยอดขายออนไลน์ที่ต่อเนื่องได้หรือไม่
สินค้าจีนรุกตลาดไทย จาก Lazada–Shopee ถึง TikTok Shop เกมใหม่ยึด “ช่องทางขาย” ก่อนครองผู้บริโภค ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ โครงสร้างค้าปลีกของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากยุคที่ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโมเดิร์นเทรดเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค สู่ยุคที่แพลตฟอร์ม E-commerce และ Social Commerce กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการเติบโตของการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่คือบทบาทของแพลตฟอร์มที่มีความเชื่อมโยงกับทุนและเทคโนโลยีจากจีน ตั้งแต่ Lazada ซึ่งอยู่ภายใต้ Alibaba Group ไปจนถึง TikTok Shop ของ ByteDance ขณะที่ Shopee ซึ่งมีบริษัทแม่คือ Sea Limited จากสิงคโปร์ ก็เคยมี Tencent บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนเป็นผู้ถือหุ้นสำคัญ เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้เติบโตขึ้น ช่องทางที่สินค้าจีนใช้เข้าสู่ประเทศไทยก็เปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่ต้องผ่านผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และร้านค้าปลีกหลายทอด กลายเป็นโมเดล Cross-Border E-commerce ที่ผู้ขายหรือโรงงานต่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้โดยตรงมากขึ้น การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่คำถามว่า “ใครผลิตสินค้าถูกกว่า” แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “ใครควบคุมช่องทางที่ผู้บริโภคใช้ค้นหา ตัดสินใจ และซื้อสินค้า”
ผลไม้ไทยบุกเซี่ยงไฮ้ 10 SMEs ลุยตลาดจีน ใช้ FTA ภาษี 0% ดันสินค้ามูลค่าสูงเจาะผู้บริโภคกำลังซื้อสูงจีนยังคงเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่มีความสำคัญสูงสุดของไทย และไม่ได้มีโอกาสเฉพาะผลไม้สดเท่านั้น แต่ตลาดผลไม้แปรรูป สินค้าพรีเมียม และผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มกำลังเป็นอีกพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตัวได้ล่าสุด กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเดินหน้าผลักดัน SMEs ไทยเข้าสู่ตลาดจีน นำผู้ประกอบการผลไม้และผลไม้แปรรูปที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 10 ราย เดินทางสู่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม 2569 เพื่อศึกษาตลาด เข้าร่วมงาน China International Fruit Expo 2026 และจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการจีนกว่า 20 รายเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงเพิ่มยอดส่งออก แต่ต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจตลาดจีนมากขึ้น ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค ราคา บรรจุภัณฑ์ คู่แข่ง ไปจนถึงช่องทางจำหน่าย พร้อมใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA อาเซียน–จีน และ RCEP เป็นแต้มต่อในการแข่งขัน
SMEs ปลาไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ใช้ FTA เปิดทางเจาะตลาดจีน ดันสินค้าไทยจากทะเลสู่ตลาดพรีเมียม ตลาดอาหารและสินค้าเกษตรของจีนยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มปลาและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ไทยมีทั้งฐานการผลิต ความหลากหลายของสินค้า และศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น ล่าสุด กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (DTN) เดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ตลาดจีน นำผู้ประกอบการปลาและผลิตภัณฑ์ปลาจำนวน 10 ราย เดินทางสู่นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อสำรวจตลาด จับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน และศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารทะเลผ่านงาน World Seafood Shanghai (SIFSE) 2026 อีกหนึ่งแต้มต่อสำคัญคือสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) และ RCEP ซึ่งช่วยลดภาระภาษีสำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันในตลาดจีนได้มากขึ้น