ข่าว

ทุนจีนบุกไทยรอบใหม่ ดัน EV–ดิจิทัล–AI โตแรง สร้างงานจริงหรือแค่เปลี่ยนภาพ “ทุนเทา–ทุนศูนย์เหรียญ”? การลงทุนจีนกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ท่ามกลางการฟื้นตัวที่ยังไม่ทั่วถึงและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นอกจากรายได้จากการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศแล้ว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ Foreign Direct Investment กำลังถูกจับตามองในฐานะอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจากประเทศจีนเข้ามามีบทบาทในไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ซอฟต์แวร์ พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ และชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง การลงทุนเหล่านี้สะท้อนว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–จีนกำลังเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่เน้นการค้าและการนำเข้าสินค้า ไปสู่การตั้งโรงงาน สร้างฐานการผลิต และเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ของจีน อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ เม็ดเงินลงทุนจีนรอบใหม่นี้จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง หรือจะกลายเป็นเพียงการย้ายฐานการผลิตที่สร้างประโยชน์ให้ไทยอย่างจำกัด และประเทศไทยจะสามารถแยก “ทุนคุณภาพ” ออกจาก “ทุนเทาและธุรกิจนอมินี” ได้มากน้อยเพียงใด
TCP ปักหมุดเสฉวนฐานผลิตยุทธศาสตร์จีนตะวันตก ลงทุนสะสมกว่า 2.1 หมื่นล้าน เดินเกม “In China, For China” รุกตลาดระยะยาว TCP เดินหน้าขยายการลงทุนในจีน วางเสฉวนเป็นศูนย์กลางธุรกิจฝั่งตะวันตก กลุ่มธุรกิจ TCP เดินหน้าตอกย้ำยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวในประเทศจีน โดยยกให้มณฑลเสฉวนเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและกระจายสินค้าที่สำคัญ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดจีนตะวันตก ซึ่งกำลังมีบทบาทต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน TCP มีมูลค่าการลงทุนสะสมในจีนมากกว่า 4.36 พันล้านหยวน หรือประมาณ 21,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งสำนักงานใหญ่ประจำประเทศจีนในกรุงปักกิ่ง และฐานการผลิตอีก 2 แห่ง ได้แก่ เมืองเน่ยเจียง มณฑลเสฉวน และเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง การลงทุนดังกล่าวสะท้อนว่า TCP ไม่ได้มองจีนเป็นเพียงตลาดสำหรับส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย แต่กำลังสร้างฐานธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคและชุมชนในพื้นที่
นายกฯ ผนึกเอกชนไทยบุกตลาดจีน ลั่นรัฐบาลพร้อมเปิดทางลงทุน เร่งเจรจา FTA และปราบนอมินีต่างชาติ รัฐบาลประกาศเดินเกมเชิงรุก หนุนธุรกิจไทยเติบโตในจีนและตลาดโลก การขยายตลาดสินค้าไทยและการลงทุนของภาคเอกชนไทยในประเทศจีนกำลังได้รับแรงสนับสนุนครั้งสำคัญ หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศชัดว่า รัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เป็น “หัวหมู่ทะลวงฟัน” เปิดทางให้ภาคธุรกิจไทยสามารถลงทุน ขยายกิจการ และแข่งขันในตลาดจีนได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างกิจกรรม “Prime Minister–Thai Private Sector Luncheon” เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ณ Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างรัฐบาลกับผู้แทนภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนและทำธุรกิจในจีน การหารือครั้งนี้สะท้อนแนวทางของรัฐบาลที่ต้องการให้ภาครัฐและภาคเอกชนทำงานร่วมกันในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” โดยภาครัฐรับหน้าที่เปิดประตู ลดอุปสรรค และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ขณะที่ภาคเอกชนเป็นกำลังหลักในการขยายธุรกิจ สร้างรายได้ และผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดโลก
นายกฯ เยือนจีน กระชับพันธมิตรเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว ผนึก 5 บิ๊กพาร์ตเนอร์ ดันนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพเข้าไทย ไทยเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์จีน ฉลอง 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับจีนในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หลังนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16–20 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และปักกิ่ง การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในวาระครบรอบ 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันการเติบโตของทั้งสองประเทศในระยะยาว นอกจากการหารือกับผู้นำระดับสูงของจีนแล้ว นายกรัฐมนตรีไทยยังมีกำหนดเข้าร่วม World Artificial Intelligence Conference (WAIC) 2026 ซึ่งถือเป็นเวทีด้าน AI ระดับโลก สะท้อนความตั้งใจของไทยในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับจีนมากขึ้น
พาณิชย์เร่งดันผลไม้ไทยบุกตลาดโลก! ตั้งเป้าส่งออก 3.3 แสนล้านบาท ลุย 11 เมืองรองจีน ดันทุเรียนแตะ 1 ล้านตัน พาณิชย์เดินหน้าปั้นผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก ตั้งเป้าส่งออกโต 5% กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งออกผลไม้ไทยเชิงรุกในปี 2569 ตั้งเป้าส่งออกผลไม้สดและผลไม้แปรรูปให้มีมูลค่ารวม 332,500 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 5% จากปีก่อน พร้อมวางแผนยกระดับศักยภาพผลไม้ไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะ "ทุเรียน" ที่ยังคงเป็นสินค้าส่งออกดาวเด่นของประเทศ การผลักดันครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งเพิ่มยอดส่งออกเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การตลาด โลจิสติกส์ การเจรจาการค้า และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดโลก
ทำไมสินค้าไทยถึงฮีลใจคนจีนยุคใหม่? เมื่อ "ความคิดสร้างสรรค์แบบไทย" กลายเป็นเสน่ห์ที่ผู้บริโภคจีนตกหลุมรัก สินค้าไทยไม่ได้ขายแค่คุณภาพ แต่กำลังขาย "ความรู้สึก" ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศจีนยังคงเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ สินค้าไทยจำนวนมากไม่ได้รับความนิยมเพียงเพราะคุณภาพหรือราคาเท่านั้น หากแต่เกิดจาก "ความคิดสร้างสรรค์" และเอกลักษณ์ที่สามารถสร้างประสบการณ์ทางอารมณ์ให้กับผู้บริโภคได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดหลายรายมองตรงกันว่า ในยุคที่ผู้บริโภคจีนมีตัวเลือกมหาศาล การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างคุณค่าทางจิตใจ (Emotional Value) ให้กับแบรนด์ หนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจมาจาก คุณดิศรา อุดมเดช (โอห์ม) CEO & Founder ของ Yell Worldwide ซึ่งมองว่า จุดแข็งสำคัญของสินค้าไทยในสายตาผู้บริโภคจีน คือ "ความคิดสร้างสรรค์แบบไทย" ที่แตกต่างจากประเทศอื่นในเอเชีย
DITP เปิดหลักสูตร Smart Exporter รุ่นที่ 25 ปั้นผู้ส่งออกไทยสู่ตลาดโลก เสริมทักษะครบวงจร รับเศรษฐกิจยุคใหม่ พาณิชย์เดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการไทย สร้างนักส่งออกยุคดิจิทัล ท่ามกลางการแข่งขันทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเศรษฐกิจดิจิทัล การค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ จึงกลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ล่าสุด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (New Economy Academy : NEA) ได้เปิดโครงการอบรม “ผู้ส่งออกอัจฉริยะ : Smart Exporter รุ่นที่ 25” ภายใต้แนวคิด "Navigate to Global" เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่การเป็นนักส่งออกมืออาชีพ พร้อมแข่งขันในตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มองค์ความรู้ด้านการส่งออกเท่านั้น แต่ยังเน้นการสร้างเครือข่ายธุรกิจ การวางกลยุทธ์การค้า และการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs ไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโลกใหม่
ศึก "Asian Beauty" เดือด! แบรนด์จีนเร่งบุกตลาดไทย ท้าชน K-Beauty, J-Beauty และ T-Beauty ในสมรภูมิความงามเอเชีย ตลาดเครื่องสำอางไทยยังโตแรง แต่วิกฤตการแข่งขันกำลังเริ่มต้นขึ้น อุตสาหกรรมความงามของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างมาก ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ระบุว่า ตลาดเครื่องสำอางไทยในช่วงปี 2568-2569 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดรวมจะอยู่ที่ประมาณ 180,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 13.2% จากปีก่อนหน้า และจะขยายตัวต่อเนื่องเป็น 200,000 ล้านบาทในปี 2569 หรือเติบโตอีกประมาณ 12.3% ขณะที่ตลาดภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม โดยมีสัดส่วนมากถึงประมาณ 78% ของตลาดรวม หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 140,000 ล้านบาทในปี 2568 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 160,000 ล้านบาทในปี 2569 อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะเติบโต แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมความงามไทยกลับกำลังเข้าสู่ยุคที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการเข้ามาของแบรนด์ความงามจากประเทศจีน หรือที่เรียกว่า C-Beauty
ขนทัพสินค้าไทยบุกตลาดจีน! DITP ลุย Top Thai Brands Kunming 2025 ตั้งเป้ายอดขายทะลุ 140 ล้านบาท ไทยเดินหน้ารุกตลาดจีนต่อเนื่อง ดันสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคกว่า 1,400 ล้านคน กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดฉากงานแสดงสินค้า Top Thai Brands Kunming 2025 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติเตียนฉือ เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการขยายตลาดสินค้าไทยเข้าสู่ประเทศจีน พร้อมตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางการค้ากว่า 140 ล้านบาท ผ่านการเจรจาธุรกิจ การทำตลาดออนไลน์ และการสร้างการรับรู้แบรนด์ไทยในตลาดผู้บริโภคจีน การรุกตลาดครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนยังคงเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของการส่งออกไทย โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัล การค้าออนไลน์ และ Soft Power กำลังมีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น