ยาดมไทยดังแต่ขายจีนไม่ง่าย เมื่อกฎระเบียบกลายเป็นกำแพงการค้า

ยาดมไทยสะดุดตลาดจีน สัญญาณเตือนผู้ส่งออก เมื่อ “มาตรฐาน” อาจเป็นกำแพงสูงกว่าภาษี

กระแส “ยาดมไทย” ที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติและกำลังขยายฐานผู้บริโภคในต่างประเทศ ต้องเผชิญโจทย์ใหม่ในตลาดจีน หลังมีรายงานว่าผู้จัดงานแสดงสินค้าบางแห่งในจีนได้รับคำสั่งไม่อนุญาตให้นำสินค้าประเภทยาดมเข้าร่วมจัดแสดง เนื่องจากประเด็นด้านกฎหมายและข้อกำหนดในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์
เหตุการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของสินค้าประเภทเดียว แต่กำลังส่งสัญญาณสำคัญถึงผู้ส่งออกไทยว่า การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศในยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะราคา คุณภาพ หรือความนิยมของสินค้าอีกต่อไป แต่ “มาตรฐานและกฎระเบียบ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการเข้าถึงตลาด
โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีกฎระเบียบเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์หลายประเภท ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องศึกษาให้ชัดเจนว่าสินค้าของตนจะถูกจัดอยู่ภายใต้กฎหมายหรือหมวดผลิตภัณฑ์ใดก่อนวางแผนเข้าสู่ตลาด
 

ยาดมไทยเจอโจทย์ใหม่ เมื่อความนิยมอย่างเดียวอาจไม่พอ

ในประเทศไทย ยาดมถือเป็นสินค้าที่พบเห็นได้ทั่วไปและมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ทั้งเพื่อความสดชื่นหรือบรรเทาอาการวิงเวียนตามวัตถุประสงค์ของแต่ละผลิตภัณฑ์
แต่เมื่อสินค้าชนิดเดียวกันถูกนำไปจำหน่ายในต่างประเทศ สถานะทางกฎหมายอาจไม่ได้เหมือนกับประเทศไทย
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การจัดประเภทผลิตภัณฑ์ตามกฎหมายของประเทศปลายทาง รวมถึงส่วนประกอบ วิธีใช้ คำกล่าวอ้างบนฉลาก และวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจทำให้ข้อกำหนดที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามแตกต่างกัน
ดังนั้น การที่สินค้าขายได้ดีในไทยหรือได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีน ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำเข้า จัดแสดง หรือจำหน่ายในจีนผ่านช่องทางการค้าปกติได้ทันที
 
 

DITP หารือภาคเอกชน หลังผู้ประกอบการสะท้อนปัญหา

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภายหลังคณะกรรมการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต หรือ SMI วาระปี 2569–2571 เข้าหารือและสะท้อนอุปสรรคของผู้ประกอบการไทยในการทำตลาดต่างประเทศ
หนึ่งในกรณีที่ถูกกล่าวถึงคือข้อจำกัดเกี่ยวกับยาดมไทยในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าบางแห่งในจีน ขณะที่ผู้ประกอบการเครื่องประดับเงินของไทยก็เผชิญข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดอินเดีย
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าอุปสรรคการค้าในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องภาษี แต่ขยายไปสู่กฎระเบียบ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และข้อกำหนดทางเทคนิคของแต่ละประเทศมากขึ้น
 

 

ต้องแยกให้ชัด “จำกัดเข้าร่วมงาน” ไม่เท่ากับ “จีนแบนยาดมไทยทั้งหมด”

อีกประเด็นที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ กรณีที่มีรายงานในขณะนี้เกี่ยวข้องกับการไม่อนุญาตให้นำสินค้าประเภทยาดมเข้าร่วมจัดแสดงในงานบางแห่ง
จึงไม่ควรตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการประกาศ “แบนยาดมไทยทั้งหมด” ทั่วประเทศจีน
สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบต่อคือ สินค้าของตนถูกจัดอยู่ในประเภทใดตามกฎหมายจีน ต้องขึ้นทะเบียนหรือขออนุญาตหรือไม่ มีข้อกำหนดด้านส่วนประกอบ ฉลาก การโฆษณา หรือเอกสารความปลอดภัยอย่างไร และช่องทางการนำเข้าแต่ละประเภทมีเงื่อนไขแตกต่างกันหรือไม่
ความแตกต่างตรงนี้มีความสำคัญ เพราะส่งผลโดยตรงต่อกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดของแต่ละแบรนด์

 

จุดเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ “การจัดประเภทสินค้า”

ความซับซ้อนของยาดมอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์อาจมีส่วนประกอบ เช่น เมนทอล การบูร พิมเสน น้ำมันยูคาลิปตัส หรือสารสกัดจากสมุนไพรหลายชนิด
เมื่อผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับการสูดดมและมีการสื่อสารถึงผลต่อร่างกาย การพิจารณาว่าสินค้าจะอยู่ภายใต้กฎระเบียบประเภทใดจึงมีความสำคัญมาก
ผู้ประกอบการไม่ควรนำสถานะของผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยไปใช้เป็นข้อสรุปว่าสินค้าจะได้รับการจัดประเภทเหมือนกันในประเทศจีน
แม้แต่สินค้าที่มีรูปลักษณ์และส่วนประกอบใกล้เคียงกัน หากมีคำกล่าวอ้าง คุณสมบัติ หรือวิธีใช้แตกต่างกัน ก็อาจต้องเผชิญข้อกำหนดที่ต่างกันได้
 

 

จาก “กำแพงภาษี” สู่ “กำแพงมาตรฐาน”

กรณียาดมไทยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลกอย่างชัดเจน
ในอดีต หนึ่งในคำถามแรกของผู้ส่งออกอาจเป็น “ประเทศปลายทางเก็บภาษีนำเข้าเท่าไร” แต่ปัจจุบันคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “สินค้าของเราผ่านข้อกำหนดของประเทศนั้นหรือไม่”
เพราะต่อให้อัตราภาษีต่ำหรือมีสิทธิประโยชน์จาก FTA แต่หากสินค้าไม่ผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การขึ้นทะเบียน ฉลาก ส่วนประกอบ หรือมาตรฐานทางเทคนิค ก็อาจไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ตามช่องทางที่ต้องการ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Non-Tariff Measures กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการค้าระหว่างประเทศ

 

ผู้ส่งออกต้องคิดเรื่องมาตรฐานตั้งแต่ก่อนออกแบบสินค้า

บทเรียนสำคัญสำหรับ SMEs ไทยคือ ไม่ควรรอให้ผลิตสินค้าเสร็จแล้วจึงเริ่มศึกษากฎระเบียบของประเทศปลายทาง
หากมีเป้าหมายเข้าสู่ตลาดจีนตั้งแต่ต้น ผู้ประกอบการควรวางแผนเรื่องกฎหมายและมาตรฐานไปพร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่สูตรและส่วนประกอบ บรรจุภัณฑ์ ฉลากภาษาจีน เครื่องหมายการค้า คำกล่าวอ้างทางการตลาด เอกสารรับรอง ไปจนถึงรูปแบบการนำเข้าและช่องทางจำหน่าย
แนวคิดดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนในช่วงแรก แต่สามารถลดความเสี่ยงจากการต้องแก้สูตร เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ หรือหยุดจำหน่ายหลังลงทุนทำตลาดไปแล้ว
 

 

ความนิยมของ “Thai Herbal” ยังเป็นโอกาส แต่ต้องเปลี่ยนเป็นธุรกิจที่ถูกกติกา

ยาดมและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยมีจุดแข็งด้านภาพจำ ความเป็นไทย กลิ่นที่มีเอกลักษณ์ และการเป็นสินค้าที่นักท่องเที่ยวสามารถซื้อกลับประเทศได้ง่าย
กระแสบนโซเชียลมีเดียหรือการซื้อกลับจากประเทศไทยสามารถช่วยสร้าง Brand Awareness ได้ แต่การเปลี่ยนความนิยมเหล่านั้นให้กลายเป็นตลาดส่งออกในระยะยาว จำเป็นต้องมีระบบรองรับมากกว่าการสร้างกระแส
ผู้ประกอบการจึงต้องเปลี่ยนจากแนวคิด “สินค้าเราดังในหมู่นักท่องเที่ยวจีน” ไปสู่คำถามว่า “เราพร้อมขายในจีนอย่างถูกต้องและขยายธุรกิจในระยะยาวหรือยัง”

 

ตลาดจีนใหญ่ แต่การแข่งขันและต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดก็สูง

จีนยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพจากฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ แต่ขนาดตลาดเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันความสำเร็จ
แบรนด์ต่างชาติที่ต้องการเข้าสู่จีนต้องเผชิญทั้งการแข่งขันจากผู้ประกอบการท้องถิ่น กฎระเบียบ การสร้างแบรนด์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ช่องทางจำหน่าย และต้นทุนการตลาดดิจิทัล
สำหรับ SMEs ไทย การวางแผนจึงควรเริ่มจากการประเมินว่าตลาดจีนเหมาะกับสินค้าและขนาดธุรกิจของตนหรือไม่ ก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ
บางแบรนด์อาจเริ่มจากการศึกษาตลาด ทดสอบความต้องการ หา Importer หรือ Distributor ที่มีประสบการณ์ และตรวจสอบข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจนก่อนขยายการลงทุน

 

DITP เตรียมช่วย SMEs รับมืออุปสรรคการค้าต่างประเทศ

ในฝั่งภาครัฐ DITP ระบุว่าจะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย ทั้งด้านองค์ความรู้การค้าระหว่างประเทศ การขยายตลาด การเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active และการประสานแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าในแต่ละประเทศ
บทบาทดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น เพราะ SMEs จำนวนมากอาจไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะติดตามกฎระเบียบของแต่ละประเทศด้วยตนเอง
โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่อย่างจีน ซึ่งการเข้าใจเพียงพฤติกรรมผู้บริโภคไม่เพียงพอ แต่ต้องเข้าใจระบบกฎหมายและข้อกำหนดของสินค้าควบคู่กัน

 

ยาดมไทยเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของโจทย์ใหญ่ที่ผู้ส่งออกกำลังเจอ

กรณียาดมในจีนและเครื่องประดับเงินในอินเดียชี้ให้เห็นภาพเดียวกันว่า ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละตลาดมากขึ้น
สินค้าอาหารอาจติดมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัย สินค้าเครื่องสำอางอาจต้องผ่านข้อกำหนดด้านส่วนประกอบและการขึ้นทะเบียน สินค้าเพื่อสุขภาพอาจมีเงื่อนไขเกี่ยวกับคำกล่าวอ้าง ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมอาจต้องผ่านมาตรฐานทางเทคนิคเฉพาะประเทศ ดังนั้น การส่งออกยุคใหม่จึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “สินค้าขายดีหรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องถามพร้อมกันว่า “สินค้าขายได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่”

 

“มาตรฐาน” อาจเป็นกำแพงที่สูงกว่าภาษี

บทเรียนสำคัญจากกรณียาดมไทยคือ ต่อให้สินค้าได้รับความนิยมเพียงใด หากไม่สามารถปฏิบัติตามกติกาของตลาดปลายทางได้ ความนิยมก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายเชิงพาณิชย์ได้เต็มศักยภาพ
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่จีน การเตรียมตัวจึงควรเริ่มก่อนส่งสินค้า ตั้งแต่ตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนประกอบ มาตรฐาน เอกสาร ฉลาก เครื่องหมายการค้า ไปจนถึงพันธมิตรนำเข้าและช่องทางจำหน่าย กรณีนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่า “จีนปิดประตูยาดมไทย” แต่ควรมองเป็นสัญญาณเตือนว่า กติกาของการส่งออกกำลังเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการที่รู้กฎก่อน เข้าใจตลาดก่อน และสร้างสินค้าให้ผ่านมาตรฐานตั้งแต่ต้น ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนตลาดขนาดใหญ่ของจีนจาก “โอกาสบนกระดาษ” ให้กลายเป็นยอดขายจริงได้มากกว่า
 

อยากปรึกษาเรื่องเจาะตลาดจีนด้วยการโฆษณาออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Baidu Search และการทำการตลาดบน RED NOTE (小红书 / Xiaohongshu) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าคนจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแพลตฟอร์มที่คนจีนใช้งานมากที่สุด Baidu Search Engine #1 ของคนจีนที่มีผู้ใช้มากกว่า 1,700 ล้านคน และ RED (Xiaohongshu) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ปรึกษาได้ที่กดคลิ๊กที่นี่ → We Bridge Marketing Solution
#บุกตลาดจีน #ตลาดจีน #XHS #小红书 #REDNOTE

Share with your network!
Facebook
Threads
X
LinkedIn