FTA หนุนการค้าไทยครึ่งปีแรก 2569 โต 21.8% แตะ 2.43 แสนล้านดอลลาร์ จีนครองคู่ค้าอันดับ 1
การค้าไทยกับประเทศคู่ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคการค้าระหว่างประเทศ หลังช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่ FTA 18 ประเทศขยายตัวถึง 21.8% แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน
ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับประเทศคู่ FTA ในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 243,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 57.3% ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับตลาดโลก สะท้อนว่าประเทศคู่ FTA ยังคงมีบทบาทอย่างมากต่อทั้งภาคส่งออก การนำเข้า และภาคการผลิตของไทย
ส่งออกโต 12.6% ขณะที่นำเข้าขยายตัว 30%
หากแยกโครงสร้างการค้า พบว่าไทยส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ FTA มูลค่า 105,494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 138,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 30% ทำให้มูลค่าการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกประมาณ 32,681 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การมองตัวเลขดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างสินค้านำเข้าควบคู่กัน เนื่องจากมากกว่า 75% ของการนำเข้าจากประเทศคู่ FTA เป็นวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศไทย
สินค้าสำคัญประกอบด้วยเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถนำไปใช้ต่อยอดการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดโลก

จีนยังครองคู่ค้า FTA อันดับ 1 ของไทย
จีนยังคงมีบทบาทโดดเด่นที่สุดในกลุ่มประเทศคู่ FTA ของไทย โดยช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 มีมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับจีนรวม 91,513 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 37.6% ของมูลค่าการค้ากับประเทศคู่ FTA ทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของการค้าไทยกับกลุ่มประเทศคู่ FTA เชื่อมโยงกับตลาดจีน สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญทั้งในฐานะตลาดส่งออก แหล่งวัตถุดิบ สินค้าทุน และส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตในภูมิภาค
รองจากจีน ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งล้วนเป็นตลาดสำคัญทั้งในมิติการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงฐานการผลิตของไทย
สิงคโปร์–ออสเตรเลีย–ลาว ตลาดส่งออกโตโดดเด่น
อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ การส่งออกของไทยไม่ได้เติบโตกระจุกตัวอยู่ในตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่หลายประเทศคู่ FTA มีอัตราการขยายตัวในระดับสูง
สิงคโปร์เพิ่มขึ้น 74.0% ออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 43.9% สปป.ลาว 36.4% มาเลเซีย 27.0% เวียดนาม 20.2% ญี่ปุ่น 12.9% และอินเดีย 10.0%
การเติบโตในหลายตลาดพร้อมกันมีความสำคัญต่อไทย เพราะช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง
สินค้าเกษตรและอาหารไทยยังมีโอกาสโต
ภาคเกษตรและอาหารยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากตลาดคู่ FTA โดยผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 16.8% ขณะที่ไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น 7.6%
FTA มีส่วนช่วยสร้างความได้เปรียบให้สินค้าไทยผ่านการลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรตามเงื่อนไขของแต่ละความตกลง แต่ผู้ประกอบการยังต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า สุขอนามัย และข้อกำหนดเฉพาะของประเทศปลายทาง
โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งนอกจากเรื่องภาษีแล้ว มาตรการที่ไม่ใช่ภาษียังเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการเข้าสู่ตลาด

อัญมณี–ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์–คอมพิวเตอร์ โตแรง
นอกจากสินค้าเกษตรแล้ว กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมของไทยหลายรายการยังขยายตัวในตลาดคู่ FTA
อัญมณีและเครื่องประดับเพิ่มขึ้น 26.0% แผงวงจรไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 20.6% คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเพิ่มขึ้น 18.5% ผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มขึ้น 10.4% และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเพิ่มขึ้น 3.8%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และยานยนต์ ซึ่งต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ก่อนนำมาผลิตหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย
นำเข้าโตแรง แต่กว่า 75% เชื่อมโยงภาคการผลิต
ประเด็นที่ต้องจับตาคืออัตราการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 30% ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของการส่งออกที่ 12.6% อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงการบริโภคสินค้าต่างประเทศทั้งหมด เพราะมากกว่า 75% เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการลงทุน
เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร เคมีภัณฑ์ และโลหะ สามารถสะท้อนถึงความต้องการของโรงงานและภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ไทยสามารถนำสินค้านำเข้าเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเพียงใด หากสามารถต่อยอดไปสู่สินค้าเทคโนโลยีสูง การส่งออก และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ การนำเข้าก็สามารถมีบทบาทสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้
FTA ไม่ได้มีประโยชน์แค่ลดภาษี
บทบาทของ FTA ในปัจจุบันกว้างกว่าการลดภาษีนำเข้าและส่งออก เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังเชื่อมโยงผ่านห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนมากขึ้น
ความตกลงการค้าเสรีสามารถช่วยสร้างกรอบและกติกาสำหรับการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และประเด็นเศรษฐกิจใหม่ตามขอบเขตของแต่ละความตกลง
สำหรับผู้ประกอบการไทย ประโยชน์ที่สำคัญคือการเข้าถึงตลาดด้วยเงื่อนไขที่เอื้อต่อการแข่งขันมากขึ้น แต่การใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพจำเป็นต้องเข้าใจกฎถิ่นกำเนิดสินค้า สิทธิทางภาษี และข้อกำหนดของตลาดปลายทางอย่างถูกต้อง

ครึ่งปีหลังจับตา FTA ไทย–EU ไทย–เกาหลีใต้ และอาเซียน–แคนาดา
ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมเดินหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่สำคัญหลายกรอบ โดยเฉพาะ FTA ไทย–สหภาพยุโรป ไทย–เกาหลีใต้ และอาเซียน–แคนาดา
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนยกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน–อินเดีย และผลักดัน FTA ไทย–เปรู ฉบับสมบูรณ์ไปสู่การลงนาม
หากการเจรจาเหล่านี้มีความคืบหน้า ไทยจะมีโอกาสขยายเครือข่าย FTA ไปยังตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้น และช่วยเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจในช่วงที่ระบบการค้าโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน
FTA คือเครื่องมือกระจายความเสี่ยงของไทยในสงครามการค้า
ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มาตรการภาษี และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การมีตลาดคู่ค้าที่หลากหลายกำลังมีความสำคัญมากขึ้น
สำหรับไทย การขยายเครือข่าย FTA จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเพิ่มยอดส่งออก แต่ยังเป็นการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องรักษาความเชื่อมโยงกับอาเซียน เพราะภูมิภาคนี้มีบทบาททั้งในฐานะตลาด ฐานการผลิต และจุดเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ
โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้ธุรกิจไทยใช้ FTA ได้จริง
แม้ไทยจะมีเครือข่าย FTA กับหลายประเทศ แต่การมีความตกลงไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์โดยอัตโนมัติ
ธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs จำเป็นต้องเข้าใจสิทธิประโยชน์ทางภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า เอกสารประกอบการส่งออก มาตรฐานของประเทศคู่ค้า และโอกาสของสินค้าในแต่ละตลาด
ภาครัฐจึงมีโจทย์สำคัญในการเปลี่ยน FTA จากข้อตกลงระดับประเทศให้กลายเป็นเครื่องมือที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ลดต้นทุน เปิดตลาด และสร้างยอดขายได้จริง
การค้าไทยครึ่งปีแรกส่งสัญญาณบวก แต่ยังต้องจับตาสมดุลการค้า
ภาพรวมครึ่งปีแรกปี 2569 ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เมื่อการค้ากับประเทศคู่ FTA ขยายตัว 21.8% แตะ 243,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้าไทยกับโลก
จีนยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง ขณะที่ตลาดอย่างสิงคโปร์ ออสเตรเลีย ลาว มาเลเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น และอินเดีย มีการส่งออกขยายตัวในระดับน่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือการส่งออกจะสามารถเติบโตทันกับการนำเข้าหรือไม่ รวมถึงไทยจะสามารถนำวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนที่นำเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดเป็นการส่งออกได้มากเพียงใด
หากไทยสามารถใช้ FTA ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และขยายตลาดใหม่ได้สำเร็จ ความตกลงการค้าเสรีจะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือลดภาษี แต่จะกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว





