ท่องเที่ยวไทยสะดุด ต่างชาติลด 2.91% แต่จีนยังเบอร์ 1 เข้าไทย 3.33 ล้านคน

ท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเต็มที่ ต่างชาติเกือบ 20 ล้านคน ลด 2.91% แต่จีนยังครองตลาดอันดับ 1

สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดัน แม้ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมเกือบ 20 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนผู้เดินทางยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ “นักท่องเที่ยวจีน” ยังคงครองอันดับ 1 ของตลาดต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ด้วยจำนวนสะสมกว่า 3.33 ล้านคน

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–15 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 19.76 ล้านคน ลดลง 2.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายรวมประมาณ 957,618 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า แม้ไทยยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ในระดับสูง แต่การฟื้นตัวของตลาดยังมีความเปราะบางและแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศต้นทาง
 

จีนยังครองแชมป์ นักท่องเที่ยวเข้าไทย 3.33 ล้านคน

จีนยังคงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 15 สิงหาคม มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยแล้วประมาณ 3.33 ล้านคน
อันดับรองลงมาคือ มาเลเซีย 2.49 ล้านคน อินเดีย 1.45 ล้านคน รัสเซีย 1.14 ล้านคน และเกาหลีใต้ประมาณ 729,000 คน

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดเอเชียยังคงเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะจีน มาเลเซีย และอินเดีย ขณะที่รัสเซียยังมีบทบาทโดดเด่นในกลุ่มตลาดระยะไกล

สำหรับตลาดจีน แม้จำนวนผู้เดินทางจะยังไม่กลับไปอยู่ในระดับสูงเหมือนช่วงก่อนโควิด แต่การที่จีนยังครองอันดับ 1 แสดงให้เห็นว่า ตลาดนี้ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก การเดินทาง และธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย
 

นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 2.91% สัญญาณที่ไทยต้องจับตา

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขนักท่องเที่ยว 19.76 ล้านคน แต่อยู่ที่การลดลง 2.91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในช่วงที่หลายประเทศในเอเชียแข่งขันกันดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างหนัก ไทยจึงต้องเผชิญการแข่งขันทั้งจากญี่ปุ่น จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ มาเลเซีย และจุดหมายอื่นในภูมิภาค
 
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เดินทาง แต่รวมถึงการเพิ่มรายได้ต่อคน ระยะเวลาพำนัก และการกระจายการใช้จ่ายออกจากเมืองท่องเที่ยวหลัก
 
 

 

รายได้ท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 9.57 แสนล้านบาท

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่รายได้สะสมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังอยู่ที่ประมาณ 957,618 ล้านบาท
หากคำนวณอย่างคร่าว ๆ จากจำนวนนักท่องเที่ยว 19.76 ล้านคน จะเท่ากับรายได้เฉลี่ยประมาณ 48,000 บาทต่อคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงการหารจากรายได้รวมกับจำนวนผู้เดินทางสะสม ไม่ใช่ตัวเลขค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอย่างเป็นทางการของนักท่องเที่ยวแต่ละตลาด
 
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย เพราะในระยะยาว การแข่งขันด้วย “คุณภาพและมูลค่าการใช้จ่าย” อาจมีความสำคัญไม่แพ้การแข่งขันด้านจำนวนนักท่องเที่ยว

 

สัปดาห์ล่าสุดต่างชาติเข้าไทย 612,643 คน ลดลง 3.79%

หากพิจารณาสถานการณ์ระยะสั้น ระหว่างวันที่ 9–15 สิงหาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 612,643 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 24,126 คน หรือ 3.79%
คิดเป็นนักท่องเที่ยวเฉลี่ยประมาณ 87,520 คนต่อวัน
 
ตลาดระยะใกล้มีนักท่องเที่ยวรวม 413,815 คน ลดลง 1.76% ขณะที่ตลาดระยะไกลอยู่ที่ 198,828 คน ลดลงถึง 7.76% ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าแรงชะลอตัวเกิดขึ้นทั้งสองตลาด แต่ฝั่งระยะไกลได้รับผลกระทบมากกว่าอย่างชัดเจน

 

 

 

จีนเริ่มชะลอ หลังเข้าสู่ปลายช่วงปิดเทอมฤดูร้อน

หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการชะลอตัวในสัปดาห์ล่าสุดมาจากตลาดจีน ซึ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายของการปิดภาคเรียนฤดูร้อน ช่วง Summer Holiday ถือเป็นฤดูกาลสำคัญสำหรับตลาดครอบครัวจีน เมื่อใกล้เปิดภาคเรียน ความต้องการเดินทางจึงมีแนวโน้มลดลงตามปัจจัยฤดูกาล สถานการณ์นี้สะท้อนว่า การทำตลาดจีนจำเป็นต้องวางแผนให้สอดคล้องกับปฏิทินวันหยุดของจีน ตั้งแต่ตรุษจีน วันแรงงาน ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ไปจนถึง Golden Week ซึ่งแต่ละช่วงมีพฤติกรรมและกลุ่มนักท่องเที่ยวแตกต่างกัน
 

ตลาดมาเลเซียชะลอก่อนเข้าสู่วันหยุด

นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดอันดับ 2 ของไทย ก็มีการชะลอการเดินทางในช่วงดังกล่าว ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดไปเนื่องในวัน Maulidur Rasul ตลาดมาเลเซียมีความสำคัญต่อจังหวัดท่องเที่ยวในภาคใต้และพื้นที่ชายแดน โดยมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางและสามารถเดินทางเข้าไทยได้ทั้งทางอากาศและทางบก ความผันผวนของตลาดนี้จึงสามารถส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของประเทศไทยในแต่ละสัปดาห์ได้ค่อนข้างชัดเจน
 

ญี่ปุ่นสวนทาง โตต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2

ท่ามกลางหลายตลาดที่ชะลอตัว นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลับมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 13.71% จากสัปดาห์ก่อน และขยายตัวต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 แรงสนับสนุนสำคัญมาจากวันหยุด Yama no Hi และเทศกาล Obon ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวญี่ปุ่นเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก การเติบโตของตลาดญี่ปุ่นช่วยชดเชยการชะลอตัวของบางตลาดได้บางส่วน และยังสะท้อนถึงความสำคัญของการกระจายฐานนักท่องเที่ยว ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
 
 

ตลาดยุโรปเริ่มผ่านช่วงพีคฤดูร้อน

ฝั่งตลาดระยะไกล โดยเฉพาะยุโรป เริ่มชะลอตัวจากการเข้าสู่ช่วงปลายของ Summer Holiday
นี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดระยะไกลในสัปดาห์ล่าสุดลดลง 7.76% ซึ่งมากกว่าการลดลงของตลาดระยะใกล้
อย่างไรก็ตาม ตลาดยุโรปยังมีความสำคัญต่อรายได้การท่องเที่ยวไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวระยะไกลมักมีระยะเวลาพำนักแตกต่างจากตลาดใกล้ และมีบทบาทต่อเมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งของประเทศ
 
 
 

จีนยังสำคัญ แต่ไทยไม่ควรพึ่งตลาดเดียว

การที่นักท่องเที่ยวจีนยังครองอันดับ 1 ด้วยจำนวน 3.33 ล้านคน เป็นสัญญาณเชิงบวกในแง่การรักษาฐานตลาด แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยง

หากตลาดจีนได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย จำนวนเที่ยวบิน หรือพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลง ตัวเลขนักท่องเที่ยวรวมของไทยย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ไทยจึงจำเป็นต้องรักษาตลาดจีนควบคู่กับการขยายตลาดศักยภาพอื่น เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง รัสเซีย และยุโรป

โดยเฉพาะอินเดียที่ขึ้นมาเป็นตลาดอันดับ 3 ด้วยจำนวนสะสม 1.45 ล้านคน ถือเป็นอีกตลาดที่น่าจับตาสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป
 

จากแข่ง “จำนวนคน” สู่แข่ง “รายได้ต่อทริป”

ในช่วงที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของเอเชียสูงขึ้น การตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ไทยจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากนักท่องเที่ยวแต่ละคน ผ่านสินค้าและประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น Wellness Tourism, Medical Tourism, Gastronomy, Sport Tourism, Luxury Travel และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ หากนักท่องเที่ยวอยู่ประเทศไทยนานขึ้น เดินทางหลายจังหวัด และใช้จ่ายกับธุรกิจท้องถิ่นมากขึ้น รายได้รวมสามารถเติบโตได้แม้จำนวนผู้เดินทางไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราสูง
 

ครึ่งปีหลังยังต้องจับตา Golden Week และฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี

ทิศทางตลาดจีนในช่วงต่อจากนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อภาพรวมการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดสำคัญของจีนและฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี

ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกลมีโอกาสกลับมามีบทบาทมากขึ้นเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ช่วง High Season
ดังนั้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลง 2.91% ในช่วง 1 มกราคม–15 สิงหาคม ยังไม่สามารถใช้ตัดสินภาพรวมทั้งปีได้ทั้งหมด แต่เป็นสัญญาณว่าภาคท่องเที่ยวไทยยังต้องเร่งรักษาฐานตลาดเดิมและสร้างแรงดึงดูดใหม่อย่างต่อเนื่อง
 

ท่องเที่ยวไทยยังมีแรงส่ง แต่โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้กลับมาโต

ภาพรวมถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 สะท้อนสถานการณ์ที่มีทั้งด้านบวกและความท้าทาย ประเทศไทยยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ถึง 19.76 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 9.57 แสนล้านบาท แต่จำนวนผู้เดินทางยังลดลง 2.91% เมื่อเทียบกับปีก่อน จีนยังครองตลาดอันดับ 1 ที่ 3.33 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ขณะที่ในระยะสั้น การเดินทางเริ่มชะลอตามปัจจัยฤดูกาลทั้งจากจีน มาเลเซีย และตลาดยุโรป
 
โจทย์สำคัญของประเทศไทยในช่วงที่เหลือของปีจึงไม่ใช่เพียงการดึงตัวเลขนักท่องเที่ยวกลับมาเป็นบวก แต่ต้องเพิ่มคุณภาพการใช้จ่าย กระจายนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ใหม่ และลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
หากไทยสามารถรักษาตลาดจีน พร้อมเร่งตลาดอินเดีย ญี่ปุ่น อาเซียน และตลาดระยะไกลในช่วง High Season ได้สำเร็จ ภาคการท่องเที่ยวยังมีโอกาสสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2569

อยากปรึกษาเรื่องเจาะตลาดจีนด้วยการโฆษณาออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Baidu Search และการทำการตลาดบน RED NOTE (小红书 / Xiaohongshu) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าคนจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแพลตฟอร์มที่คนจีนใช้งานมากที่สุด Baidu Search Engine #1 ของคนจีนที่มีผู้ใช้มากกว่า 1,700 ล้านคน และ RED (Xiaohongshu) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ปรึกษาได้ที่กดคลิ๊กที่นี่ → We Bridge Marketing Solution
#บุกตลาดจีน #ตลาดจีน #XHS #小红书 #REDNOTE

Share with your network!
Facebook
Threads
X
LinkedIn