สินค้าจีนรุกตลาดไทย จาก Lazada–Shopee ถึง TikTok Shop เกมใหม่ยึด “ช่องทางขาย” ก่อนครองผู้บริโภค
ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ โครงสร้างค้าปลีกของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากยุคที่ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโมเดิร์นเทรดเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค สู่ยุคที่แพลตฟอร์ม E-commerce และ Social Commerce กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการเติบโตของการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่คือบทบาทของแพลตฟอร์มที่มีความเชื่อมโยงกับทุนและเทคโนโลยีจากจีน ตั้งแต่ Lazada ซึ่งอยู่ภายใต้ Alibaba Group ไปจนถึง TikTok Shop ของ ByteDance ขณะที่ Shopee ซึ่งมีบริษัทแม่คือ Sea Limited จากสิงคโปร์ ก็เคยมี Tencent บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนเป็นผู้ถือหุ้นสำคัญ
เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้เติบโตขึ้น ช่องทางที่สินค้าจีนใช้เข้าสู่ประเทศไทยก็เปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่ต้องผ่านผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และร้านค้าปลีกหลายทอด กลายเป็นโมเดล Cross-Border E-commerce ที่ผู้ขายหรือโรงงานต่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้โดยตรงมากขึ้น
การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่คำถามว่า “ใครผลิตสินค้าถูกกว่า” แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “ใครควบคุมช่องทางที่ผู้บริโภคใช้ค้นหา ตัดสินใจ และซื้อสินค้า”
Lazada จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนเกม E-commerce ในอาเซียน
Lazada ก่อตั้งขึ้นในปี 2555 และขยายธุรกิจพร้อมกันในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม
ในช่วงเวลานั้น E-commerce ในอาเซียนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น การซื้อสินค้าออนไลน์ยังไม่ได้เป็นพฤติกรรมหลักของผู้บริโภค และระบบชำระเงินรวมถึงโลจิสติกส์ยังไม่พัฒนาเท่าปัจจุบัน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2559 เมื่อ Alibaba Group เข้าลงทุนใน Lazada และทำให้แพลตฟอร์มกลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของ Alibaba สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หลังจากนั้น Alibaba เพิ่มการลงทุนและเชื่อม Lazada เข้ากับความสามารถด้านเทคโนโลยี การชำระเงิน และเครือข่ายโลจิสติกส์ของกลุ่มมากขึ้น รวมถึง Cainiao ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์และ Supply Chain ของ Alibaba
ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงบริษัทจีนเข้าซื้อแพลตฟอร์มขายสินค้า แต่เป็นการนำ Ecosystem ของ E-commerce จีนเข้ามาเชื่อมกับตลาดอาเซียน
Alibaba ไม่ได้เข้ามาแค่ขายสินค้า แต่สร้าง Ecosystem
หากมองย้อนกลับไป Alibaba ถือกำเนิดขึ้นในปี 2542 ในช่วงที่เศรษฐกิจดิจิทัลของจีนกำลังเริ่มต้น ก่อนเติบโตจากธุรกิจ E-commerce ไปสู่ระบบชำระเงิน Cloud Computing โลจิสติกส์ เทคโนโลยี และบริการดิจิทัลจำนวนมาก
การเข้าซื้อ Lazada จึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มบริษัทหนึ่งแห่งเข้าไปในพอร์ตลงทุน
Lazada สามารถทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมผู้ขาย แบรนด์ และ Supply Chain เข้ากับผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่โครงสร้างของ Alibaba ช่วยสนับสนุนตั้งแต่เทคโนโลยีหลังบ้านไปจนถึงโลจิสติกส์
นี่เป็นโมเดลที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของทุนจีนจากเดิมที่เข้ามาตั้งโรงงานหรือขายสินค้าในต่างประเทศ ไปสู่การลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานของการค้า” มากขึ้น

Shopee เข้ามาเปลี่ยนการแข่งขันด้วย Mobile Commerce
หลัง Lazada เปิดตลาดได้ไม่นาน Shopee เปิดตัวในปี 2558 พร้อมขยายเข้าสู่หลายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน
Shopee อยู่ภายใต้ Sea Limited ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ โดย Tencent เคยเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายสำคัญของบริษัท ก่อนที่จะลดสัดส่วนการลงทุนลงในเวลาต่อมา
หนึ่งในจุดแข็งของ Shopee ในช่วงเริ่มต้นคือการออกแบบธุรกิจโดยให้โทรศัพท์มือถือเป็นศูนย์กลาง หรือ Mobile-first ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าสู่อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟนอย่างรวดเร็ว
การแข่งขันระหว่าง Shopee และ Lazada จึงเร่งให้ตลาด E-commerce ไทยพัฒนาเร็วขึ้น ทั้งระบบโปรโมชั่น การจัดส่ง การชำระเงิน การโฆษณาภายในแพลตฟอร์ม และเครื่องมือสำหรับร้านค้า
ผลลัพธ์คือผู้บริโภคไทยค่อย ๆ เปลี่ยนจากการมอง E-commerce เป็นช่องทางซื้อสินค้าทางเลือก ไปสู่การใช้เป็นช่องทางซื้อสินค้าปกติในชีวิตประจำวัน
COVID-19 เปลี่ยน E-commerce จาก “ทางเลือก” เป็นพฤติกรรมหลัก
จุดเร่งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงการระบาดของ COVID-19 เมื่อข้อจำกัดด้านการเดินทางและพฤติกรรมการใช้ชีวิตทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น
ทั้งผู้ซื้อและร้านค้าที่ไม่เคยใช้ช่องทางออนไลน์มาก่อนถูกผลักเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว
สำหรับแพลตฟอร์ม E-commerce นี่เป็นช่วงที่ฐานผู้ใช้งาน ร้านค้า ระบบชำระเงิน และโลจิสติกส์เติบโตพร้อมกัน
แต่ผลที่เกิดขึ้นอีกด้านคือ Cross-Border E-commerce ก็ขยายตัวตามไปด้วย ทำให้สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน สามารถเข้าถึงผู้ซื้อไทยได้ง่ายกว่าเดิม
จากเดิมที่สินค้าต้องผ่านผู้นำเข้าและร้านค้าหลายทอด ผู้ขายต่างประเทศสามารถเปิดร้านบนแพลตฟอร์มและส่งสินค้าเข้าหาผู้บริโภคได้โดยตรงมากขึ้น
Cross-Border เปลี่ยนเกม จาก “นำเข้าสินค้า” สู่ “โรงงานขายตรง”
นี่อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดต่อผู้ประกอบการไทย
โมเดลค้าปลีกแบบเดิมมีผู้เล่นหลายขั้น ตั้งแต่โรงงาน ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ร้านค้า และผู้บริโภค
แต่ E-commerce ทำให้ห่วงโซ่ดังกล่าวสั้นลง
โรงงานหรือผู้ขายในจีนสามารถนำสินค้าเข้าสู่แพลตฟอร์ม เสนอราคาโดยตรง ทำโปรโมชั่น และใช้ระบบโลจิสติกส์ Cross-Border เพื่อส่งถึงผู้ซื้อในประเทศไทย
เมื่อจำนวนคนกลางลดลง ต้นทุนบางส่วนก็ลดลงตาม ทำให้สินค้าจีนจำนวนมากสามารถแข่งขันด้านราคาได้รุนแรงขึ้น
สำหรับ SMEs ไทย นี่หมายความว่าคู่แข่งไม่ได้มีเพียงร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหรือแบรนด์ในประเทศอีกต่อไป แต่สามารถเป็นโรงงานที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรและเข้าถึงหน้าจอของลูกค้าคนเดียวกันได้
TikTok Shop เปิดเกมใหม่ จาก “ค้นหาสินค้า” สู่ “สินค้าเดินมาหาเรา”
หาก Lazada และ Shopee เปลี่ยนวิธีซื้อสินค้า TikTok Shop กำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้บริโภค “ค้นพบสินค้า”
TikTok อยู่ภายใต้ ByteDance บริษัทเทคโนโลยีที่ก่อตั้งในจีนในปี 2555 และเติบโตขึ้นจากธุรกิจ Content Platform ก่อนขยายเข้าสู่ E-commerce
ความแตกต่างสำคัญคือ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเปิดแอปขึ้นมาเพราะต้องการซื้อสินค้า
ผู้ใช้อาจเข้ามาดูคลิปเพื่อความบันเทิง ก่อนพบสินค้าในวิดีโอ ไลฟ์ หรือคอนเทนต์จาก Creator แล้วสามารถกดเข้าสู่ TikTok Shop เพื่อซื้อได้ทันที
เส้นทางจาก Content ไปสู่ Commerce จึงสั้นลงอย่างมาก
นี่เป็นการเปลี่ยน E-commerce จากระบบที่ผู้บริโภค “ค้นหาสิ่งที่ต้องการซื้อ” ไปสู่ระบบที่ Algorithm สามารถ “นำสินค้าที่คาดว่าผู้บริโภคจะสนใจมาแสดง”
Affiliate Economy กลายเป็นกองทัพขายสินค้ารูปแบบใหม่
TikTok Shop ยังช่วยขยายโมเดล Affiliate Commerce อย่างรวดเร็ว
ร้านค้าไม่จำเป็นต้องสร้างทีมขายหรือผลิตคอนเทนต์ทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่สามารถเปิดให้ Creator นำสินค้าไปรีวิว ทำวิดีโอ หรือไลฟ์ขาย และรับค่าคอมมิชชันจากยอดขาย
ในทางกลับกัน Creator ก็ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าเป็นของตัวเอง
ระบบดังกล่าวสร้างเครือข่ายคนขายจำนวนมากขึ้นโดยมีแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางเชื่อมสินค้า คอนเทนต์ ลูกค้า การชำระเงิน และค่าคอมมิชชันเข้าด้วยกัน
สำหรับสินค้าที่มีราคาต่ำ ตัดสินใจซื้อง่าย และสามารถสาธิตผ่านวิดีโอได้ โมเดลนี้ยิ่งช่วยให้สินค้าใหม่สามารถสร้างยอดขายได้อย่างรวดเร็ว

สงคราม E-commerce ไม่ได้แข่งแค่ราคา แต่แข่ง “ข้อมูล”
เมื่อมอง Lazada, Shopee และ TikTok Shop พร้อมกัน จะเห็นว่าทรัพย์สินสำคัญของแพลตฟอร์มไม่ได้มีเพียงจำนวนร้านค้า
สิ่งที่มีมูลค่าสูงมากคือข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค
แพลตฟอร์มสามารถมองเห็นว่าสินค้าอะไรถูกค้นหา ผู้บริโภคคลิกอะไร ดูสินค้าใดนานแค่ไหน ซื้อช่วงเวลาใด โปรโมชั่นแบบไหนทำให้เกิด Conversion และสินค้าประเภทใดกำลังเริ่มเป็นกระแส
ข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกนำไปใช้พัฒนาระบบแนะนำสินค้า การโฆษณา โปรโมชั่น และเครื่องมือสำหรับผู้ขาย
การแข่งขันค้าปลีกยุคใหม่จึงไม่ได้มีเพียง “ใครมีสินค้า” แต่รวมถึง “ใครเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้เร็วกว่า”
จาก Marketplace สู่การควบคุม Customer Journey
ความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นคือแพลตฟอร์มกำลังเข้าไปอยู่ในหลายขั้นตอนของการซื้อสินค้า
ตั้งแต่การเห็นโฆษณา การค้นหา การอ่านรีวิว การเปรียบเทียบราคา การดู Live Commerce การจ่ายเงิน การจัดส่ง ไปจนถึงการติดตามสินค้าและบริการหลังการขาย
เมื่อกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นภายใน Ecosystem เดียวกัน แพลตฟอร์มก็มีอิทธิพลต่อ Customer Journey มากขึ้น
ในอดีต เจ้าของพื้นที่ค้าปลีกที่ดีที่สุดอาจเป็นผู้ถือครองทำเลใจกลางเมือง
แต่ในยุคดิจิทัล “ทำเล” ที่มีมูลค่าอาจกลายเป็นตำแหน่งบนหน้าจอ หน้า Search Result หน้า For You หรือ Live ที่มีผู้ชมจำนวนมาก
สินค้าจีนได้ประโยชน์จากโครงสร้างนี้อย่างไร
จีนมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ โรงงาน OEM ไปจนถึงผู้ผลิตสินค้า Consumer Products จำนวนมหาศาล
เมื่อระบบ E-commerce เชื่อมผู้ผลิตเหล่านี้กับผู้บริโภคต่างประเทศได้โดยตรง ข้อได้เปรียบด้าน Scale และต้นทุนการผลิตจึงถูกส่งผ่านไปยังราคาหน้าร้านได้เร็วขึ้น
สินค้าขนาดเล็กที่เคยไม่คุ้มกับการนำเข้าแบบดั้งเดิมก็สามารถเข้าสู่ตลาดได้ผ่าน Cross-Border E-commerce และระบบรวมพัสดุ
นี่ทำให้การแข่งขันไม่ได้เกิดเฉพาะสินค้ากลุ่มใหญ่ แต่ลามไปถึงของใช้ในบ้าน แฟชั่น อุปกรณ์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เครื่องมือ ของตกแต่ง และสินค้า Lifestyle อีกจำนวนมาก
ผู้ประกอบการไทยกำลังแข่งกับ “Supply Chain” ไม่ใช่แค่สินค้า
ปัญหาสำหรับ SMEs ไทยคือ คู่แข่งจากจีนบางรายไม่ได้มีข้อได้เปรียบเพียงต้นทุนโรงงาน
แต่ยังอยู่ในระบบที่มีโรงงานจำนวนมาก ซัพพลายเออร์วัตถุดิบ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ผู้ให้บริการ Fulfillment โลจิสติกส์ แพลตฟอร์ม และระบบโฆษณาดิจิทัลเชื่อมต่อกัน
สินค้าที่เริ่มได้รับความนิยมจึงสามารถถูกผลิต เพิ่มปริมาณ และนำออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว
การแข่งขันจึงขยับจากระดับ “บริษัทแข่งกับบริษัท” ไปสู่ “Supply Chain แข่งกับ Supply Chain”
นี่เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมไทย เพราะหากแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ผลิตขนาดเล็กอาจเสียเปรียบผู้ผลิตที่มี Scale สูงกว่า
ไทยต้องระวังไม่ให้ E-commerce กลายเป็นเพียงประตูนำเข้า
การเติบโตของแพลตฟอร์มต่างประเทศไม่ได้มีเฉพาะด้านลบ เพราะช่วยให้ SMEs ไทยเข้าถึงลูกค้าใหม่ ลดต้นทุนการเปิดหน้าร้าน และสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลสร้างยอดขายได้
แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยต้องตั้งคำถามว่า E-commerce กำลังช่วยเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยมากน้อยเพียงใด หรือกำลังกลายเป็นช่องทางที่ช่วยให้สินค้านำเข้าเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายขึ้นเป็นหลัก
หากยอดขายออนไลน์เติบโต แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้า ขณะที่ค่าธรรมเนียม โฆษณา เทคโนโลยี และมูลค่าของแพลตฟอร์มไหลออกนอกประเทศ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับมูลค่าตลาด E-commerce
โจทย์สำคัญจึงไม่ควรอยู่ที่การจำกัดการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ธุรกิจไทยสามารถใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นเครื่องมือขยายตลาดได้ด้วย
จาก E-commerce ไทย สู่สมรภูมิ Social Commerce
การแข่งขันยังไม่หยุดอยู่ที่ Lazada และ Shopee
การเติบโตของ TikTok Shop แสดงให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่าง Social Media, Entertainment, Advertising และ Commerce กำลังหายไป
ผู้บริโภคสามารถดูคลิป พบสินค้า อ่านความคิดเห็น ดูไลฟ์ รับคูปอง กดซื้อ และชำระเงินได้จากเส้นทางเดียวกัน
ในอนาคตการแข่งขันจึงอาจไม่ได้วัดว่าแพลตฟอร์มใดมีร้านค้ามากที่สุด แต่เป็นแพลตฟอร์มใดสามารถควบคุม “เวลาและความสนใจ” ของผู้บริโภคได้มากที่สุด
เพราะเมื่อมี Attention ก็สามารถเปลี่ยน Attention ให้กลายเป็น Traffic และเปลี่ยน Traffic ให้เป็นยอดขายได้
จาก Bank of China ถึง Alibaba ทุนจีนเข้าสู่ไทยลึกขึ้นเรื่อย ๆ
หากนำ E-commerce ไปวางต่อกับไทม์ไลน์การขยายตัวของธุรกิจจีนในประเทศไทย จะเห็นพัฒนาการที่น่าสนใจ
ช่วงแรก บริษัทจีนเข้ามาผ่านธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม เช่น Bank of China ในภาคการเงิน Huawei ในโทรคมนาคม Haier ในเครื่องใช้ไฟฟ้า ICBC ในระบบธนาคาร และ SAIC Motor ผ่านความร่วมมือในการทำตลาด MG
ต่อมาเกิดการขยายเข้าสู่ธุรกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Tencent, Alibaba–Lazada ไปจนถึง ByteDance–TikTok
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ธุรกิจจีนไม่ได้อยู่เพียง “หลังบ้าน” ของระบบเศรษฐกิจ แต่เข้ามาใกล้ผู้บริโภคไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ
จากเครือข่ายโทรคมนาคมและธนาคาร มาสู่โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ แอปพลิเคชัน E-commerce และแพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่คนไทยใช้งานทุกวัน

เกมใหม่ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่คือการครอง “ช่องทาง”
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ในโลกค้าปลีกแบบเดิม บริษัทที่ต้องการขายสินค้าในประเทศไทยต้องแย่งพื้นที่บนชั้นวางของห้าง ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และตัวแทนจำหน่าย
แต่ในโลก E-commerce การแข่งขันย้ายขึ้นมาอยู่บน Search, Recommendation Algorithm, Advertising Platform, Affiliate Network และ Logistics Network
ใครสามารถควบคุมหรือสร้างความได้เปรียบในช่องทางเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสกำหนดว่าสินค้าใดจะถูกมองเห็น สินค้าใดจะกลายเป็นกระแส และสินค้าใดจะถูกซื้อ
ดังนั้น อิทธิพลของสินค้าจีนในตลาดไทยจึงไม่ควรถูกวิเคราะห์จากจำนวนสินค้านำเข้าเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องจับตาควบคู่กันคือโครงสร้างของ “ช่องทางการค้า” ที่กำลังเปลี่ยนแปลง
SMEs ไทยจะรับมืออย่างไร เมื่อแข่งราคากับจีนยากขึ้น
คำตอบอาจไม่ใช่การพยายามขายให้ถูกกว่าสินค้าจีนทุกประเภท เพราะในหลายอุตสาหกรรม ไทยอาจไม่สามารถแข่งขันกับ Scale การผลิตของจีนได้โดยตรง
สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องสร้างคือความแตกต่างที่เลียนแบบได้ยากขึ้น เช่น แบรนด์ การออกแบบ คุณภาพ บริการหลังการขาย ความรวดเร็วในการจัดส่ง ความเข้าใจผู้บริโภคไทย และการสร้าง Community รอบสินค้า
อีกด้านหนึ่ง SMEs ไทยจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้เครื่องมือเดียวกับคู่แข่ง ตั้งแต่ Marketplace Ads, Short Video, Live Commerce, Affiliate Marketing, CRM ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า
กล่าวอีกแบบคือ ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมอง Lazada, Shopee หรือ TikTok Shop เป็นเพียง “คู่แข่งจากต่างประเทศ” เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถเป็นช่องทางที่แบรนด์ไทยใช้เข้าถึงผู้บริโภคไทยและตลาดต่างประเทศได้เช่นกัน
จาก “Made in China” สู่ “Sold by Algorithm”
หากในอดีตการขยายตัวของสินค้าจีนถูกอธิบายผ่านคำว่า “Made in China” ยุคปัจจุบันอาจต้องมองให้ไกลกว่านั้น
สินค้าจีนไม่ได้แข่งขันเพียงด้วยโรงงาน ต้นทุน และกำลังการผลิต แต่กำลังถูกสนับสนุนด้วยระบบ E-commerce, Cross-Border Logistics, Digital Advertising, Live Commerce, Affiliate และ Algorithm
นั่นทำให้ระยะทางระหว่างโรงงานในจีนกับผู้บริโภคไทยสั้นลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
การแข่งขันระหว่างธุรกิจไทยกับสินค้าจีนจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงงานหรือบนชั้นวางสินค้าอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นตั้งแต่หน้าจอโทรศัพท์ของผู้บริโภค
และนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่กว่าการถามว่า “สินค้าจีนเข้ามาในไทยมากแค่ไหน”
เพราะคำถามสำคัญในระยะต่อไปคือ ใครจะเป็นผู้ควบคุมช่องทางที่คนไทยใช้ “ค้นพบ–ตัดสินใจ–ซื้อ” สินค้า และธุรกิจไทยจะสามารถใช้โครงสร้างใหม่นี้สร้างการเติบโตของตัวเองได้มากเพียงใด





