จีนดีมานด์เนื้อโคพุ่ง ไทยลุ้นเปิดตลาดครั้งใหญ่ ตั้งเป้าส่งออกโค 1.2 ล้านตัวต่อปี

ตลาดเนื้อโคจีนตึงตัว ไทยเห็นโอกาส เร่งเปิดตลาด “โคมีชีวิต–เนื้อโค” เจาะดีมานด์จีนระยะยาว

ตลาดเนื้อโคของจีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจำนวนโคในประเทศและปริมาณโคที่เข้าสู่ตลาดลดลง ขณะที่การนำเข้าเนื้อโคกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้ประเทศผู้ส่งออก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งเจรจากับจีนเพื่อเปิดตลาดโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์เนื้อโค หลังจากที่ผ่านมาไทยยังไม่สามารถส่งออกโคมีชีวิตไปจีนได้จากข้อจำกัดด้านสุขอนามัยสัตว์และโรคปากและเท้าเปื่อย
หากไทยสามารถผ่านเงื่อนไขของจีนและสร้างระบบส่งออกที่ได้มาตรฐาน อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยอาจมีโอกาสเข้าถึงหนึ่งในตลาดบริโภคเนื้อวัวขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ในระยะกลางถึงระยะยาว
 

จำนวนโคจีนลดลงครั้งแรกในรอบหลายปี

ข้อมูลจาก Guangdong Association of Animal Science and Veterinary Medicine ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 จีนมีโคที่พร้อมเข้าโรงเชือดและออกสู่ตลาดประมาณ 21.19 ล้านตัว ลดลงประมาณ 830,000 ตัว หรือ 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบหลายปี สะท้อนแรงกดดันจากจำนวนแม่พันธุ์ที่ลดลงในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการปรับตัวของเกษตรกรต่อราคาตลาดและต้นทุนการเลี้ยง
ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายนยังระบุว่า จีนมีจำนวนโครวมประมาณ 95.57 ล้านตัว ลดลง 4.35 ล้านตัว หรือ 4.3% จากปีก่อน และอยู่ในระดับต่ำที่สุดของช่วงเวลาเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2563
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาสแรกที่มีจำนวนโคประมาณ 93.73 ล้านตัว พบว่าไตรมาส 2 เริ่มฟื้นขึ้นเล็กน้อยประมาณ 1.84 ล้านตัว หรือ 2%
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า จำนวนโคจีนเริ่มขยับดีขึ้นจากจุดต่ำระยะสั้น แต่ฐานอุปทานยังไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับความต้องการของตลาดในระยะยาว
 

ผลผลิตเนื้อโคลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จีนผลิตเนื้อโคได้ประมาณ 3.39 ล้านตัน ลดลงราว 40,000 ตัน หรือ 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้จะลดลง แต่ยังถือเป็นระดับสูง และนับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่จีนผลิตเนื้อโคในช่วงครึ่งปีแรกได้มากกว่า 3 ล้านตัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าจีนยังมีระบบการผลิต การชำแหละ และการแปรรูปที่มีขนาดใหญ่ แต่การลดลงของจำนวนโคต้นน้ำกำลังสร้างข้อจำกัดต่อการรักษาอุปทานในระยะต่อไป
 
 
 
 

จีนเร่งนำเข้าเนื้อโค 1.42 ล้านตันใน 6 เดือน

แรงกดดันจากอุปทานภายในประเทศทำให้จีนนำเข้าเนื้อโคเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จีนนำเข้าเนื้อโคประมาณ 1.42 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17.9% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 34.2%
ราคาเฉลี่ยนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 5,860 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 12.3% โดยในเดือนพฤษภาคม ราคาเฉลี่ยเคยขึ้นไปแตะประมาณ 6,465 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
การที่ทั้งปริมาณและมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นพร้อมกัน สะท้อนว่าตลาดจีนยังมีความต้องการนำเข้าเนื้อโคในระดับสูง โดยเฉพาะเพื่อรองรับร้านอาหาร อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และธุรกิจอาหารสำเร็จรูป
 

บราซิลครองตลาด ส่งเนื้อโคเข้าจีนเกินครึ่ง

โครงสร้างการนำเข้าเนื้อโคของจีนยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่
บราซิลส่งออกเนื้อโคเข้าสู่จีนในช่วงครึ่งแรกประมาณ 794,700 ตัน คิดเป็น 56% ของการนำเข้าทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 46.3% จากปีก่อน
ขณะที่อาร์เจนตินาส่งออกประมาณ 242,000 ตัน หรือ 17% ของการนำเข้ารวม
หมายความว่าเพียงบราซิลและอาร์เจนตินาก็ครองสัดส่วนมากกว่า 70% ของตลาดนำเข้าเนื้อโคจีนแล้ว
สำหรับไทย หากต้องการเข้าสู่ตลาดนี้ จึงต้องแข่งขันกับประเทศที่มีทั้งขนาดการผลิตสูง ต้นทุนต่ำ และมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนมานาน
 

โควตานำเข้ากำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาด

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดจีนคือมาตรการโควตานำเข้าเนื้อโค
ในปี 2569 จีนกำหนดโควตาสำหรับผู้ส่งออกแต่ละประเทศแตกต่างกัน เช่น บราซิลประมาณ 1.106 ล้านตัน อาร์เจนตินา 510,700 ตัน อุรุกวัย 324,000 ตัน ออสเตรเลีย 205,000 ตัน และนิวซีแลนด์ประมาณ 206,000 ตัน
กรณีออสเตรเลียถือว่าน่าสนใจ เพราะโควตาทั้งปีถูกใช้หมดตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน และตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนเป็นต้นมา การนำเข้าเกินโควตาต้องเสียภาษีเพิ่มเติม 55%
ผลที่ตามมาคือปริมาณนำเข้าจากออสเตรเลียในช่วงปลายเดือนลดลงอย่างมาก ขณะที่อุรุกวัยและนิวซีแลนด์ก็มีปริมาณส่งออกลดลงเช่นกัน
สถานการณ์นี้อาจเปิดช่องให้จีนต้องกระจายแหล่งนำเข้าไปยังประเทศใหม่มากขึ้นในอนาคต
 

เนื้อโคแช่แข็งไร้กระดูกครองตลาดกว่า 94%

หากพิจารณาตามประเภทสินค้า จะพบว่าเนื้อโคแช่แข็งแบบไม่มีกระดูกมีสัดส่วนถึงประมาณ 94.3% ของการนำเข้าเนื้อโคทั้งหมด
ตัวเลขนี้สะท้อนลักษณะของตลาดจีนได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ความต้องการนำเข้าหลักยังมาจากธุรกิจที่ต้องการวัตถุดิบปริมาณมาก มีมาตรฐานคงที่ และสามารถเก็บรักษาได้นาน
กลุ่มสำคัญคือร้านอาหาร อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป และผู้ค้าส่งรายใหญ่
ดังนั้น หากไทยต้องการแข่งขันในตลาดเนื้อโคแปรรูปหรือเนื้อโคแช่แข็ง จำเป็นต้องสร้างระบบการผลิตที่มีทั้งปริมาณ ความสม่ำเสมอ และต้นทุนที่แข่งขันได้
 
 

 

ครึ่งปีหลังจีนยังมีโอกาสเจอภาวะอุปทานตึง

แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ยังมีโอกาสที่อุปทานเนื้อโคในจีนจะตึงตัวต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญคือจำนวนโคที่เข้าสู่ตลาดมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคมีโอกาสเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งตรงกับฤดูหนาว งานเลี้ยง งานแต่งงาน และเทศกาลปลายปี
ความต้องการวัตถุดิบจากร้านอาหารและผู้ประกอบการอาหารจึงอาจเพิ่มขึ้น ทำให้ราคามีโอกาสปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 

ทำไมอุปทานโคจีนฟื้นตัวช้า

ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมโคเนื้อคือวงจรการผลิตที่ใช้เวลานาน
การเพิ่มจำนวนแม่พันธุ์ การผสมพันธุ์ การเลี้ยงลูกโค และการเลี้ยงจนถึงน้ำหนักพร้อมจำหน่ายอาจใช้เวลารวม 2–3 ปี
ดังนั้น แม้ราคาเนื้อโคจะปรับตัวดีขึ้นและเกษตรกรเริ่มกลับมาเพิ่มการเลี้ยง ผลผลิตก็ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันทีเหมือนสินค้าเกษตรบางประเภท
ข้อจำกัดนี้ทำให้การนำเข้ายังคงมีบทบาทสำคัญต่อจีนในระยะกลาง
 

ไทยยังส่งโคมีชีวิตไปจีนไม่ได้ แต่การเจรจาเริ่มคืบหน้า

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการส่งออกโคมีชีวิตไปยังจีน เนื่องจากจีนยังระงับการนำเข้าสัตว์เคี้ยวเอื้องมีชีวิตจากไทย ภายหลังพบโรคปากและเท้าเปื่อย หรือ FMD ในปี 2567
อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ GACC เพื่อกำหนดแนวทางด้านสุขอนามัยสัตว์ ระบบควบคุมโรค การตรวจสอบย้อนกลับ และกระบวนการรับรองก่อนส่งออก
นี่ถือเป็นด่านสำคัญที่สุด เพราะจีนให้ความสำคัญกับ Biosecurity และความปลอดภัยทางอาหารในระดับสูง
หากไทยไม่สามารถสร้างระบบควบคุมโรคที่จีนยอมรับได้ การเปิดตลาดก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริง
 

เป้าหมายใหญ่ ส่งออกโคไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี

รัฐบาลไทยมีแนวทางผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยและบริษัทจีนในเครือ China Merchants Group เพื่อพัฒนาระบบรวบรวมโคจากเกษตรกรไทยสำหรับส่งออกทางเรือ
เป้าหมายเบื้องต้นคือการส่งออกประมาณเดือนละ 100,000 ตัว หรือ 1.2 ล้านตัวต่อปี
หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับโครงสร้างอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยในปัจจุบัน และอาจเปลี่ยนทั้งระบบตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยง พ่อแม่พันธุ์ อาหารสัตว์ การรวบรวม การกักกัน ไปจนถึงโลจิสติกส์
ดังนั้น การตั้งเป้าปริมาณจำนวนมากต้องดำเนินควบคู่กับการประเมินความสามารถในการผลิตของประเทศ เพื่อไม่ให้การส่งออกกระทบอุปทานและราคาเนื้อโคภายในไทย
 

ปักหมุดบางสะพานเป็นฮับกักกันและส่งออก

อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือการพัฒนาท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้สามารถรองรับการส่งออกโคมีชีวิตทางเรือ
แนวทางดังกล่าวรวมถึงการจัดตั้งศูนย์กักกันโรคสัตว์ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการตรวจสุขภาพ การคัดกรองโรค และการเตรียมโคตามมาตรฐานก่อนส่งออก
หากพัฒนาได้ครบระบบ พื้นที่ดังกล่าวอาจกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยในอนาคต
นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนพัฒนาโรงฆ่าสัตว์มาตรฐานสูง เพื่อเปิดโอกาสการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อโค ไม่จำกัดเฉพาะโคมีชีวิตเพียงอย่างเดียว
 

โอกาสของไทยอาจไม่ได้อยู่แค่ “ส่งโคเป็นตัว”

ในระยะยาว ไทยควรมองตลาดจีนกว้างกว่าการส่งออกโคมีชีวิต
ตลาดที่สามารถต่อยอดได้ยังรวมถึงเนื้อโคแช่เย็น เนื้อโคแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์แปรรูป และเนื้อพรีเมียมที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ
การส่งออกโคมีชีวิตอาจช่วยสร้างตลาดในช่วงแรก แต่สินค้าที่ผ่านการแปรรูปสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากกว่า ทั้งในด้านโรงงาน การจ้างงาน บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมอาหาร
ไทยจึงควรวางยุทธศาสตร์ทั้งสองทางควบคู่กัน คือสร้างตลาดโคมีชีวิต และพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อโคมูลค่าสูง
 

จีนไม่ได้ต้องการแค่ของถูก แต่ต้องการ “ของที่ไว้ใจได้”

ทิศทางการกำกับดูแลอุตสาหกรรมอาหารของจีนชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับจะมีบทบาทมากขึ้น
ผู้ส่งออกจึงต้องสามารถตอบคำถามได้ว่า โคมาจากฟาร์มใด ผ่านวัคซีนและการตรวจโรคอะไรบ้าง ใช้อาหารแบบใด เคลื่อนย้ายผ่านระบบใด และมีเอกสารติดตามอย่างไร
ในตลาดอาหารยุคใหม่ ข้อมูลและความโปร่งใสจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า
สำหรับไทย จุดแข็งจะไม่ใช่เพียงคุณภาพเนื้อ แต่ต้องรวมถึงระบบมาตรฐานที่จีนสามารถตรวจสอบและเชื่อมั่นได้
 

ความสม่ำเสมอของอุปทานคือโจทย์ใหญ่ของไทย

หากจีนเปิดตลาดให้ไทยจริง ความท้าทายสำคัญต่อมาคือ “เรามีของส่งได้ต่อเนื่องหรือไม่”
การส่งออกในระดับเดือนละ 100,000 ตัวต้องอาศัยเครือข่ายเกษตรกรจำนวนมาก ระบบรวบรวมที่มีประสิทธิภาพ การจัดการน้ำหนักและสายพันธุ์ให้ตรงตามข้อกำหนด รวมถึงความสามารถในการบริหารต้นทุน
หากไทยส่งได้เฉพาะบางช่วง หรือคุณภาพโคไม่สม่ำเสมอ ผู้ซื้อจีนอาจกลับไปพึ่งประเทศที่มีระบบอุปทานขนาดใหญ่กว่า
ดังนั้น การสร้าง Supply Reliability จะเป็นหัวใจไม่แพ้มาตรฐานสุขอนามัย
 

ไทยต้องระวังการแข่งขันกับบราซิลและผู้ส่งออกรายใหญ่

แม้จีนจะมีความต้องการนำเข้าสูง แต่ตลาดนี้ไม่ได้เป็นพื้นที่ว่าง
บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ล้วนมีประสบการณ์ในตลาดจีนและมีศักยภาพการผลิตในระดับสูง
โดยเฉพาะบราซิลซึ่งครองส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าเนื้อโคจีน
หากไทยต้องการแข่งขันโดยใช้ราคาเพียงอย่างเดียวอาจเป็นเรื่องยาก
ทางเลือกที่มีศักยภาพมากกว่าคือการสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ ความสด ความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ สายพันธุ์เฉพาะ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม
 

เปิดตลาดจีนอาจเปลี่ยนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยทั้งระบบ

หากการเจรจากับ GACC สำเร็จ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงยอดส่งออก
การมีตลาดขนาดใหญ่รองรับสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง พัฒนาพันธุ์ ลงทุนระบบฟาร์ม และยกระดับการจัดการโรค
ธุรกิจอาหารสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ ห้องเย็น โลจิสติกส์ ท่าเรือ และผู้ประกอบการแปรรูปก็มีโอกาสได้รับประโยชน์ตามไปด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง ภาครัฐต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องราคาโคภายในประเทศและจำนวนโคต้นพันธุ์ เพื่อไม่ให้การส่งออกจำนวนมากทำให้ตลาดในประเทศเกิดความผันผวน
 
 

ตลาดจีนคือโอกาสใหญ่ แต่ “มาตรฐาน” จะเป็นด่านตัดสิน

ภาพรวมตลาดครึ่งแรกปี 2569 ชัดเจนว่าจีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเนื้อโคในระดับสูง หลังปริมาณโคและผลผลิตภายในประเทศลดลง ขณะที่การนำเข้าพุ่งเป็น 1.42 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17.9%
สำหรับประเทศไทย นี่เป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสในการเร่งเจรจาเปิดตลาด โดยเฉพาะเมื่อจีนต้องการกระจายแหล่งอุปทานและรักษาความมั่นคงทางอาหาร
แต่โอกาสจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อไทยสามารถผ่านข้อกำหนดด้านโรคสัตว์ สุขอนามัย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และความสม่ำเสมอของอุปทาน
หากไทยสามารถพัฒนาทั้งฟาร์ม ระบบควบคุมโรค ศูนย์กักกัน โรงฆ่าสัตว์ และโลจิสติกส์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ การเปิดตลาดจีนอาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมโคเนื้อไทย และช่วยยกระดับจากการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศไปสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นของห่วงโซ่อุปทานเนื้อโคระดับภูมิภาค

อยากปรึกษาเรื่องเจาะตลาดจีนด้วยการโฆษณาออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Baidu Search และการทำการตลาดบน RED NOTE (小红书 / Xiaohongshu) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าคนจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแพลตฟอร์มที่คนจีนใช้งานมากที่สุด Baidu Search Engine #1 ของคนจีนที่มีผู้ใช้มากกว่า 1,700 ล้านคน และ RED (Xiaohongshu) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ปรึกษาได้ที่กดคลิ๊กที่นี่ → We Bridge Marketing Solution
#บุกตลาดจีน #ตลาดจีน #XHS #小红书 #REDNOTE

Share with your network!
Facebook
Threads
X
LinkedIn