ข่าว

แฟชั่นไทยรุกตลาดจีน เปิด “Thai Pavilion” บน Tmall ปั้น 50 แบรนด์ จากของฝากสู่สินค้าแฟชั่นมูลค่าสูง อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยกำลังเข้าสู่จังหวะสำคัญของการขยายตลาดจีน จากเดิมที่แบรนด์ไทยจำนวนมากเป็นที่รู้จักผ่านนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาประเทศไทย กำลังขยับสู่การสร้างช่องทางจำหน่ายออนไลน์อย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนความนิยมระหว่างการท่องเที่ยวให้กลายเป็นฐานลูกค้าระยะยาวในจีนแผ่นดินใหญ่ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อ “ศาลาไทย” หรือ Thai Pavilion เปิดตัวบน Tmall International ของ Alibaba ในรูปแบบร้านเรือธงที่รวบรวมสินค้าแฟชั่นไทยสำหรับตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในระยะแรกมีดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยเข้าร่วม 13 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ น้ำหอม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล และมีเป้าหมายขยายจำนวนเป็น 50 แบรนด์ภายในปี 2569 นี่จึงไม่ใช่เพียงการเปิดร้านออนไลน์อีกหนึ่งแห่ง แต่เป็นความพยายามสร้าง “หน้าร้านแฟชั่นไทย” ในตลาด E-commerce จีนอย่างเป็นระบบ และเป็นบททดสอบสำคัญว่าแบรนด์ไทยจะสามารถเปลี่ยนกระแสความนิยมจากนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นยอดขายออนไลน์ที่ต่อเนื่องได้หรือไม่
สินค้าจีนรุกตลาดไทย จาก Lazada–Shopee ถึง TikTok Shop เกมใหม่ยึด “ช่องทางขาย” ก่อนครองผู้บริโภค ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ โครงสร้างค้าปลีกของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากยุคที่ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโมเดิร์นเทรดเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค สู่ยุคที่แพลตฟอร์ม E-commerce และ Social Commerce กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการเติบโตของการซื้อสินค้าออนไลน์ แต่คือบทบาทของแพลตฟอร์มที่มีความเชื่อมโยงกับทุนและเทคโนโลยีจากจีน ตั้งแต่ Lazada ซึ่งอยู่ภายใต้ Alibaba Group ไปจนถึง TikTok Shop ของ ByteDance ขณะที่ Shopee ซึ่งมีบริษัทแม่คือ Sea Limited จากสิงคโปร์ ก็เคยมี Tencent บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนเป็นผู้ถือหุ้นสำคัญ เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้เติบโตขึ้น ช่องทางที่สินค้าจีนใช้เข้าสู่ประเทศไทยก็เปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่ต้องผ่านผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และร้านค้าปลีกหลายทอด กลายเป็นโมเดล Cross-Border E-commerce ที่ผู้ขายหรือโรงงานต่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้โดยตรงมากขึ้น การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่คำถามว่า “ใครผลิตสินค้าถูกกว่า” แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “ใครควบคุมช่องทางที่ผู้บริโภคใช้ค้นหา ตัดสินใจ และซื้อสินค้า”
ผลไม้ไทยบุกเซี่ยงไฮ้ 10 SMEs ลุยตลาดจีน ใช้ FTA ภาษี 0% ดันสินค้ามูลค่าสูงเจาะผู้บริโภคกำลังซื้อสูงจีนยังคงเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่มีความสำคัญสูงสุดของไทย และไม่ได้มีโอกาสเฉพาะผลไม้สดเท่านั้น แต่ตลาดผลไม้แปรรูป สินค้าพรีเมียม และผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มกำลังเป็นอีกพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตัวได้ล่าสุด กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเดินหน้าผลักดัน SMEs ไทยเข้าสู่ตลาดจีน นำผู้ประกอบการผลไม้และผลไม้แปรรูปที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 10 ราย เดินทางสู่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม 2569 เพื่อศึกษาตลาด เข้าร่วมงาน China International Fruit Expo 2026 และจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการจีนกว่า 20 รายเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงเพิ่มยอดส่งออก แต่ต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจตลาดจีนมากขึ้น ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค ราคา บรรจุภัณฑ์ คู่แข่ง ไปจนถึงช่องทางจำหน่าย พร้อมใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA อาเซียน–จีน และ RCEP เป็นแต้มต่อในการแข่งขัน
SMEs ปลาไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ใช้ FTA เปิดทางเจาะตลาดจีน ดันสินค้าไทยจากทะเลสู่ตลาดพรีเมียม ตลาดอาหารและสินค้าเกษตรของจีนยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มปลาและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ไทยมีทั้งฐานการผลิต ความหลากหลายของสินค้า และศักยภาพในการต่อยอดสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น ล่าสุด กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (DTN) เดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ตลาดจีน นำผู้ประกอบการปลาและผลิตภัณฑ์ปลาจำนวน 10 ราย เดินทางสู่นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อสำรวจตลาด จับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน และศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารทะเลผ่านงาน World Seafood Shanghai (SIFSE) 2026 อีกหนึ่งแต้มต่อสำคัญคือสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) และ RCEP ซึ่งช่วยลดภาระภาษีสำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันในตลาดจีนได้มากขึ้น
ส่งออกไทยโต 25 เดือนติด แต่โจทย์ใหญ่คือ “คนไทยได้อะไร” พาณิชย์ชู 3 สมดุล กระจายประโยชน์สู่ SMEs–เกษตรกร การส่งออกของไทยยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ หลังตัวเลขเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 แต่ท่ามกลางตัวเลขที่แข็งแกร่ง กลับเกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของภาคส่งออก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้ามูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.6% ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรกของปีมีมูลค่าการส่งออกรวม 231,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.2% แม้ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแรงส่งเชิงบวก แต่โจทย์สำคัญของประเทศไทยในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงทำให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น หากต้องทำให้มูลค่าจากการส่งออกหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทย และกระจายไปถึง SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการรายเล็กมากขึ้น
ตลาดเนื้อโคจีนตึงตัว ไทยเห็นโอกาส เร่งเปิดตลาด “โคมีชีวิต–เนื้อโค” เจาะดีมานด์จีนระยะยาว ตลาดเนื้อโคของจีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจำนวนโคในประเทศและปริมาณโคที่เข้าสู่ตลาดลดลง ขณะที่การนำเข้าเนื้อโคกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้ประเทศผู้ส่งออก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งเจรจากับจีนเพื่อเปิดตลาดโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์เนื้อโค หลังจากที่ผ่านมาไทยยังไม่สามารถส่งออกโคมีชีวิตไปจีนได้จากข้อจำกัดด้านสุขอนามัยสัตว์และโรคปากและเท้าเปื่อย หากไทยสามารถผ่านเงื่อนไขของจีนและสร้างระบบส่งออกที่ได้มาตรฐาน อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยอาจมีโอกาสเข้าถึงหนึ่งในตลาดบริโภคเนื้อวัวขนาดใหญ่ที่สุดของโลกได้ในระยะกลางถึงระยะยาว
ทุนจีนรุกไทยผ่านพันธมิตร เปิดภาพพัฒนาการจากธนาคาร–เทคโนโลยี สู่ฐานธุรกิจระยะยาว ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ค่อย ๆ พัฒนาผ่านการลงทุน การเข้าซื้อกิจการ การร่วมทุน และการเชื่อมโยงกับพันธมิตรไทยที่มีฐานธุรกิจอยู่เดิม หากย้อนดูพัฒนาการในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นว่าธุรกิจจีนจำนวนมากเลือกเข้าสู่ตลาดไทยแบบเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การตั้งสำนักงาน การเข้าซื้อกิจการเดิม การสร้างฐานการผลิต ไปจนถึงการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจในภูมิภาค โมเดลดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การเข้าสู่ตลาดไทยของทุนจีนไม่ได้มีเพียงรูปแบบ “นำเงินเข้ามาลงทุน” แต่หลายกรณีเกิดจากการสร้างพันธมิตร เชื่อมโยงเครือข่าย และใช้โครงสร้างธุรกิจที่มีอยู่แล้วในประเทศไทยเป็นจุดตั้งต้น
ยาดมไทยสะดุดตลาดจีน สัญญาณเตือนผู้ส่งออก เมื่อ “มาตรฐาน” อาจเป็นกำแพงสูงกว่าภาษีกระแส “ยาดมไทย” ที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติและกำลังขยายฐานผู้บริโภคในต่างประเทศ ต้องเผชิญโจทย์ใหม่ในตลาดจีน หลังมีรายงานว่าผู้จัดงานแสดงสินค้าบางแห่งในจีนได้รับคำสั่งไม่อนุญาตให้นำสินค้าประเภทยาดมเข้าร่วมจัดแสดง เนื่องจากประเด็นด้านกฎหมายและข้อกำหนดในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เหตุการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของสินค้าประเภทเดียว แต่กำลังส่งสัญญาณสำคัญถึงผู้ส่งออกไทยว่า การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศในยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะราคา คุณภาพ หรือความนิยมของสินค้าอีกต่อไป แต่ “มาตรฐานและกฎระเบียบ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการเข้าถึงตลาดโดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีกฎระเบียบเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์หลายประเภท ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องศึกษาให้ชัดเจนว่าสินค้าของตนจะถูกจัดอยู่ภายใต้กฎหมายหรือหมวดผลิตภัณฑ์ใดก่อนวางแผนเข้าสู่ตลาด
ท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเต็มที่ ต่างชาติเกือบ 20 ล้านคน ลด 2.91% แต่จีนยังครองตลาดอันดับ 1 สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดัน แม้ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมเกือบ 20 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนผู้เดินทางยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ “นักท่องเที่ยวจีน” ยังคงครองอันดับ 1 ของตลาดต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ด้วยจำนวนสะสมกว่า 3.33 ล้านคน ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–15 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 19.76 ล้านคน ลดลง 2.91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายรวมประมาณ 957,618 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพที่น่าสนใจว่า แม้ไทยยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ในระดับสูง แต่การฟื้นตัวของตลาดยังมีความเปราะบางและแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศต้นทาง