ข่าว

ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 5 ล้านใน 45 วันแรกปี 2569 “จีน” ครองแชมป์ หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยวพุ่ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเปิดปี 2569 อย่างร้อนแรง โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง หลังตัวเลขสะสมช่วง 45 วันแรกของปีพุ่งทะลุ 5 ล้านคน สะท้อนสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจนของเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ข้อมูลล่าสุดจาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมแล้ว 5,067,847 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายกว่า 250,590 ล้านบาท โดย “ตลาดจีน” ยังคงครองอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ทิ้งห่างประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด
เยาวราชคึกคัก วันจ่ายตรุษจีน 2569 ชาวไทยเชื้อสายจีนแห่ซื้อของ เงินสะพัดรับปีมังกร บรรยากาศ “วันจ่าย” ก่อนเทศกาลตรุษจีนปี 2569 ทำให้ย่านการค้าประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ อย่าง เยาวราช กลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากหลั่งไหลออกมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อเตรียมของไหว้ บูชาบรรพบุรุษ และเสริมความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ตามปฏิทินจีน ตั้งแต่ช่วงเที่ยงเป็นต้นมา ร้านค้าในตลาดและริมถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่มาซื้อ “หมู เห็ด เป็ด ไก่” ผลไม้ ของไหว้ ขนมมงคล รวมถึงเสื้อผ้าสีแดงและชุดกี่เพ้าสำหรับใส่ในวันตรุษจีน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงเรียกลูกค้า และกลิ่นอาหารที่อบอวลไปทั่วทั้งย่าน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลตรุษจีนยังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ
กุหลาบวาเลนไทน์ราคาดิ่ง เหตุซัพพลายจีนทะลักตลาด ดันกำลังซื้อสะพัดทั่วกรุง เทศกาลวาเลนไทน์ปี 2569 กลายเป็นปีที่ “ผู้บริโภคได้เปรียบที่สุด” ในรอบหลายปี หลังราคาดอกกุหลาบปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน สวนทางกับบรรยากาศการจับจ่ายที่คึกคักทั่วกรุงเทพฯ ปัจจัยสำคัญมาจากอุปทาน (Supply) จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะกุหลาบนำเข้าจากจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดในต้นทุนที่ต่ำลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกทำสถิติต่ำสุดเพียงกำละ 200 บาท สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนภาพใหม่ของตลาดดอกไม้ไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ซัพพลายจากต่างประเทศสามารถกำหนดทิศทางราคาในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับพุ่งสูงขึ้น เพราะราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน
บุกตลาดจีนด้วย Live Commerce ดัน “ข้าวหอมมะลิ–น้ำมะพร้าว” ขึ้นแท่นขายดี ไลฟ์ 10 วัน กวาดยอดกว่า 12 ล้านบาทตลาดจีนในยุคดิจิทัลไม่ใช่แค่เรื่องของอีคอมเมิร์ซอีกต่อไป แต่คือสนามแข่งขันของ “Live Commerce” ที่แบรนด์ใดจับจังหวะได้ก่อน ย่อมได้เปรียบก่อนล่าสุด กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินเกมรุกตลาดจีนอย่างจริงจัง ผ่านการจัดกิจกรรม Live Streaming บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน ได้แก่ Tmall, Douyin และ Kuaishou ภายใต้กิจกรรม“2026 China–Thailand Spring Festival Celebration: Live Gala”ผลลัพธ์ในเวลาเพียง 10 วันสร้างการรับรู้กว่า 10 ล้านครั้ง (Impressions)มียอดผู้ชมรวมกว่า 840,000 คนทำยอดขายได้กว่า 2.54 ล้านหยวน (กว่า 12 ล้านบาท)และ “ข้าวหอมมะลิไทย” ครองอันดับสินค้าขายดีที่สุดนี่ไม่ใช่แค่แคมเปญขายของช่วงตรุษจีน แต่คือภาพสะท้อนว่า สินค้าไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างการค้าดิจิทัลของจีนอย่างจริงจัง
โลจิสติกส์เร็ว อีคอมเมิร์ซแรง ดันผลไม้ไทยครองใจผู้บริโภคจีนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถือเป็นฤดูกาลจับจ่ายครั้งใหญ่ที่สุดของจีน ตลาดผลไม้นำเข้ากำลังคึกคักเป็นพิเศษ และหนึ่งในสินค้าที่ “ขายดีสวนกระแส” ทุกปี ก็คือ ผลไม้จากอาเซียน โดยเฉพาะ ทุเรียนหมอนทองและส้มโอจากประเทศไทย ที่กลายเป็นของไหว้ ของฝาก และของขวัญยอดนิยมในครัวเรือนจีนยุคใหม่ที่ตลาดค้าผลไม้ในเมืองผิงเสียง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง หวงชุนเหลียน เจ้าของร้านจำหน่ายผลไม้และสินค้านำเข้าจากอาเซียน ต้องเร่งรับออร์เดอร์และจัดส่งสินค้าแทบไม่ทันก่อนการขนส่งจะหยุดชั่วคราวในช่วงหยุดยาวตรุษจีน สะท้อนชัดว่าความต้องการผลไม้อาเซียนในตลาดจีนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี ทุเรียนไทย เป็นตัวชูโรงสำคัญ
จีนผงาดผู้นำ AI โลก เตือนผู้บริหารไทยต้องเร่งปรับตัว ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกอย่างรวดเร็ว จีนกำลังก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำด้านการผลิตอัจฉริยะ” (Smart Manufacturing) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมี AI และ Robotics เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเด็นนี้ถูกถ่ายทอดอย่างเข้มข้นในเวทีบรรยายพิเศษของหลักสูตร ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 (Young Executive Program 3) ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน ภายใต้การสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย หอการค้าไทย–จีน และ China Media Group เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ณ อาคาร M Group ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมี ดร.ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย–จีน เป็นวิทยากรในหัวข้อ “ถอดรหัสการผลิตอัจฉริยะ พลิกโฉมอุตสาหกรรมจีนด้วย AI”
น้ำมันปาล์มไทยบุกจีนแรง ปี 68 ส่งออกพุ่งทะลุ 2,700 ล้านบาท จีนเร่งกระจายแหล่งนำเข้า ไทยขึ้นแท่นตัวเลือกใหม่ ลดเสี่ยงพึ่งอินโดนีเซีย–อินเดีย ตลาดจีนกำลังกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” ของสินค้าเกษตรไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะ น้ำมันปาล์มไทย ที่เริ่มขยับจากตลาดรอง ขึ้นมาเป็นหนึ่งในสินค้าศักยภาพสูง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานโลก ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ว่า การส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยไปจีนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และในปี 2568 คาดว่ามูลค่าส่งออกจะพุ่งแตะ กว่า 2,700 ล้านบาท สะท้อนจังหวะสำคัญที่ไทยเริ่ม “เสียบแทน” ประเทศผู้ส่งออกหลักบางรายในตลาดจีน
โลกการค้าเปลี่ยน ไทยต้อง “อ่านจีน” ให้ลึกกว่าที่เคย วทจ. รุ่น 8 ยกระดับผู้นำไทย เข้าใจจีนเชิงโครงสร้าง รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน ท่ามกลางโลกการค้าที่กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี การแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ “จีน” ยังคงเป็นประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกสมการเศรษฐกิจโลก สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ไทย–จีน ไม่ได้หยุดอยู่แค่บทบาท “คู่ค้าอันดับต้น ๆ” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งในมิติการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค การเข้าใจจีนแบบผิวเผินจึงไม่เพียงพออีกแล้ว หากผู้ประกอบการไทยยังต้องการยืนอยู่ในเกมเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน
‘KAMU KAMU’ ชื่อญี่ปุ่น แต่หัวใจไทย จากร้านชานม 4 ตารางเมตร สู่แบรนด์ไทยที่เล็งบุก “จีน” ตลาดเครื่องดื่มมูลค่าหลายแสนล้าน แม้ชื่อจะฟังดูเหมือนแบรนด์ญี่ปุ่น แต่ “KAMU KAMU” คือหนึ่งในแบรนด์ชานมสัญชาติไทยแท้ ที่เติบโตจากร้านคีออสเล็กๆ ใจกลางอโศก สู่เครือข่ายเกือบ 200 สาขาทั่วประเทศ และกำลังวางหมากสำคัญเพื่อก้าวออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ “จีน” ตลาดเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เบื้องหลังแบรนด์นี้คือ “แทน–ทินกฤต สินทัตตโสภณ” อดีตวิศวกรสายไอที ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเมื่ออายุ 35 ปี เพื่อทำร้านชานมจากแพชชันล้วนๆ ไม่มีพื้นฐานผู้ประกอบการ ไม่มีแผนธุรกิจซับซ้อน มีเพียงความชอบในการดื่มชา และโจทย์ง่ายๆ ว่า อยากทำอะไรสนุกๆ ที่คนจดจำได้