
คลังไทยเดินสายหารือจีนและฮ่องกง ฝั่งหนึ่งชวนทุนคุณภาพเข้าไทย อีกฝั่งเปิดช่องทางให้บริษัทไทยระดมทุน
ช่วงที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank เมื่อกลางเดือนตุลาคม ไม่ได้มีแค่เวทีใหญ่ระดับโลก แต่ยังมีการหารือทวิภาคีหลายวงที่เกี่ยวกับธุรกิจไทยโดยตรง
สองวงที่น่าจับตาที่สุด คือการหารือระหว่าง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับรัฐมนตรีคลังของจีน และกับรัฐมนตรีคลังของฮ่องกง

สรุปสั้น ๆ สำหรับคนรีบอ่าน
- ไทยกับจีนเห็นตรงกันว่าจะผลักดันการลงทุนจีนใน 5 อุตสาหกรรมอนาคต คือ AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ เกษตรอัจฉริยะ และ EV
- ไทยเน้นทุนจีนที่สร้างงาน สร้างซัพพลายเชนในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยี
- ฮ่องกงพร้อมเป็นแหล่งเงินทุน และอยากให้บริษัทไทยจดทะเบียนคู่ขนานในตลาดหุ้นฮ่องกงมากขึ้น
- ทั้งสองวงยังไม่มีตัวเลขเงินลงทุนหรือข้อตกลงที่ลงนาม เป็นการวางทิศทางความร่วมมือ
วงแรก: จีน ชวนทุนคุณภาพเข้า 5 อุตสาหกรรมอนาคต
ดร.เอกนิติ หารือกับนายหลาน ฝออัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจีน ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง G20 ที่กรุงเทพฯ
ประเด็นหลักคือการผลักดันการลงทุนจากจีนใน 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ เกษตรอัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า
จุดที่น่าสนใจคือ ไทยไม่ได้ต้องการแค่เม็ดเงิน แต่ย้ำว่าต้องเป็น “ทุนคุณภาพ” ที่สร้างงานให้คนไทย สร้างซัพพลายเชนในประเทศ และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมทั้งพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่
สองฝ่ายยังตกลงร่วมมือกันตามรอยและตัดเส้นทางการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ และขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานหมุนเวียน
วงที่สอง: ฮ่องกง เปิดประตูตลาดทุนให้บริษัทไทย
วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ดร.เอกนิติ หารือกับนายพอล ชาน (Paul Chan) Financial Secretary หรือรัฐมนตรีคลังของฮ่องกง ที่กรุงเทพฯ
ฝั่งฮ่องกงเสนอตัวเป็นแหล่งเงินทุนให้ธุรกิจที่ขยายการลงทุนในไทย และต้องการกระชับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับตลาดหุ้นของสองฝั่ง เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนคู่ขนาน (Dual Listing) ได้สะดวกขึ้น
ฮ่องกงยังวางตัวเป็นสะพาน จับคู่เทคโนโลยีของบริษัทจีนแผ่นดินใหญ่กับความต้องการของอุตสาหกรรมไทย
เรื่องนี้มีพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงได้เพิ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเข้าเป็นตลาดที่ได้รับการรับรอง ทำให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาด SET สามารถยื่นขอจดทะเบียนรองในฮ่องกงได้

ธุรกิจไทยได้อะไรจากสองวงนี้
ซัพพลายเออร์และพันธมิตรในห่วงโซ่ 5 อุตสาหกรรม ถ้าทุนจีนเข้ามาตามทิศทางนี้จริง สิ่งที่ตามมาคือความต้องการชิ้นส่วน บริการ และพันธมิตรท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อไทยตั้งเงื่อนไขเรื่องซัพพลายเชนในประเทศ
บริษัทจดทะเบียนที่อยากเข้าถึงนักลงทุนจีน Dual Listing ในฮ่องกงเป็นช่องทางเข้าถึงนักลงทุนจีนและนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจง่ายขึ้นหากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับของสองตลาดคืบหน้า
ธุรกิจที่ทำธุรกรรมข้ามพรมแดนกับจีน การร่วมมือตัดเส้นทางเงินของแก๊งสแกมเมอร์ อาจทำให้การตรวจสอบธุรกรรมข้ามประเทศเข้มขึ้น ควรเตรียมเอกสารที่มาของเงินให้พร้อม
มองภาพใหญ่
ทั้งสองวงยังเป็นการวางทิศทาง ยังไม่มีตัวเลขหรือข้อตกลงที่ลงนาม แต่สะท้อนท่าทีที่ชัดขึ้นของไทย คือเปิดรับทุนจีน โดยต้องการให้ทุนนั้นสร้างประโยชน์ระยะยาวให้เศรษฐกิจไทย
สำหรับธุรกิจไทยที่มองจีนเป็นทั้งตลาดและแหล่งทุน ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่ดีในการเตรียมตัว ทั้งการหาพันธมิตรจีนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการทำความเข้าใจช่องทางระดมทุนผ่านฮ่องกง
ที่มา: รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 ต.ค. 2569), กระทรวงการคลังจีน (ข่าวการประชุม G20), กรุงเทพธุรกิจ (เอกนิติหารือ รมว.คลังจีน), HKEX (ประกาศรับรองตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)
ภาพ: ภาพการหารือจาก news.gov.hk รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง / ภาพหน้าปกและอินโฟกราฟิกจัดทำโดย We Bridge Marketing Solution





