KGEN ผนึกยักษ์รถ EV จีน ปักหมุดไทยฐานผลิตอาเซียน ลุ้นรายได้แตะหมื่นล้านปี 69

KGEN จับมือค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีน บุกตลาดอาเซียนเต็มสูบ ดันรายได้แตะ “หมื่นล้าน” ในปี 2569

อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อ KGEN หรือ บริษัท คิงเจน จำกัด (มหาชน) ประกาศเดินเกมรุกครั้งใหญ่ จับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่จากจีน ปูทางสู่การเป็นฮับผลิตและส่งออก EV ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมตั้งเป้ารายได้ทะยานแตะระดับ “หมื่นล้านบาท” ภายในปี 2569
เนื้อหานี้จะพาไปเจาะลึกดีลสำคัญ กลยุทธ์ธุรกิจ และโอกาสของ KGEN ในยุคที่พลังงานกำลังเปลี่ยนผ่าน
 

KGEN โชว์ศักยภาพใน Motor Show 2026 กระแสตอบรับ EV แรงเกินคาด

ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี KGEN ได้แสดงบทบาทสำคัญในฐานะผู้ทำตลาดและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์จากจีน โดยเฉพาะกลุ่ม OMODA & JAECOO
กระแสตอบรับถือว่าร้อนแรงอย่างชัดเจน สะท้อนผ่านยอดจองในช่วง 7 วันแรก (23–29 มีนาคม) ที่รวมกันสูงถึง 6,838 คัน แบ่งเป็น
  • OMODA & JAECOO จำนวน 3,984 คัน
  • CHERY จำนวน 2,588 คัน
  • FARIZON จำนวน 266 คัน
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยเริ่มเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้าจีนมากขึ้น และตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างจริงจัง
 

จับมือ CHERY ตั้งโรงงาน EV ในไทย ปักหมุดเป็นฐานผลิตอาเซียน

หนึ่งในหมากสำคัญของ KGEN คือการร่วมทุนกับ CHERY ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดย KGEN ถือหุ้นในสัดส่วน 60%
โรงงานดังกล่าวมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
  • กำลังการผลิตเฟสแรก 50,000 คันต่อปี
  • เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการ 20 เมษายน 2569
  • ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อ “ส่งออกอาเซียน”
จุดที่น่าสนใจคือ KGEN ไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่ตั้งเป้าใช้ไทยเป็น Hub ส่งออก เนื่องจากตลาดต่างประเทศให้ Margin สูงกว่า ซึ่งจะเป็นตัวเร่งกำไรในระยะยาว
 

เกมใหญ่ EV: จาก “ตลาดไทย” สู่ “อาเซียน”

กลยุทธ์ของ KGEN ไม่ใช่แค่ขายรถ แต่คือการสร้าง Ecosystem ของรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค โดยอาศัยข้อได้เปรียบของไทย เช่น
  • ฐานการผลิตที่พร้อม
  • ซัพพลายเชนยานยนต์แข็งแรง
  • นโยบายรัฐสนับสนุน EV
เมื่อรวมกับพันธมิตรจีนที่มีเทคโนโลยีและต้นทุนการแข่งขันสูง ทำให้ KGEN มีโอกาสขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างรวดเร็ว
 

ปัจจัยหนุนจาก “สงครามน้ำมัน” ดัน EV โตแรง

อีกหนึ่งปัจจัยที่ KGEN มองว่าเป็นตัวเร่งสำคัญ คือสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน
เมื่อราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งสูง
  • ต้นทุนการใช้รถน้ำมันเพิ่มขึ้น
  • ผู้บริโภคหันมามอง EV มากขึ้น
  • ธุรกิจขนส่งเริ่มเปลี่ยนผ่านพลังงาน
นี่จึงกลายเป็น “จังหวะทอง” ของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า
 

เดินเกม Fleet EV เปลี่ยนรถตู้ 600 คัน เป็นไฟฟ้าทั้งหมด

KGEN ยังมีแผนชัดเจนในการ Transform ธุรกิจภายใน โดยเตรียมเปลี่ยนรถตู้ให้บริการกว่า 600 คัน เป็นรถตู้ไฟฟ้า FARIZON จาก GEELY ทั้งหมด
เป้าหมายของแผนนี้คือ
  • ลดต้นทุนพลังงานระยะยาว
  • ตอบโจทย์ลูกค้าสายรักษ์โลก
  • สร้างภาพลักษณ์องค์กรด้านพลังงานสะอาด
นี่ถือเป็นการสร้าง Demand ภายในองค์กรควบคู่ไปกับการขยายตลาดภายนอก

ปรับโครงสร้างองค์กร ล้างขาดทุนสะสม เสริมทีมผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากการขยายธุรกิจ KGEN ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมีการ
  • ลดธุรกิจที่ขาดทุน
  • โฟกัสธุรกิจ EV และขนส่ง
  • ดึงผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์เข้ามาเสริมทีม
  • ปรับโครงสร้างทางการเงินจนล้างขาดทุนสะสมได้สำเร็จ
ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ได้ปลดเครื่องหมาย CB ของ KGEN แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
 

เข้าสู่ช่วง J Curve เตรียมเก็บเกี่ยวรายได้ก้าวกระโดด

KGEN ระบุว่าปัจจุบันบริษัทอยู่ในช่วง “J Curve Investment Phase”
หมายถึงช่วงที่ลงทุนหนักในระยะแรก เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต
และเมื่อโรงงานเริ่มผลิตเต็มรูปแบบในไตรมาส 2 ปี 2569
บริษัทคาดว่า
  • รายได้จะกระโดดจากระดับ “หลักร้อยล้าน”
  • ไปสู่ระดับ “หลักหมื่นล้านบาทต่อปี”

KGEN กำลังเล่นเกม “ยาว” ในตลาด EV

สิ่งที่ KGEN กำลังทำ ไม่ใช่แค่ขายรถยนต์ไฟฟ้า แต่คือการวางรากฐานธุรกิจระยะยาวทั้งระบบ ตั้งแต่
  • การนำเข้าและจัดจำหน่าย
  • การผลิตในประเทศ
  • การขยายสู่ตลาดอาเซียน
  • การสร้าง Demand ผ่านธุรกิจของตัวเอง
เมื่อรวมกับปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมัน และกระแสพลังงานสะอาด ทำให้ KGEN มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรม EV ในภูมิภาค

อยากปรึกษาเรื่องเจาะตลาดจีนด้วยการโฆษณาออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Baidu Search และการทำการตลาดบน RED NOTE (小红书 / Xiaohongshu) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าคนจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแพลตฟอร์มที่คนจีนใช้งานมากที่สุด Baidu Search Engine #1 ของคนจีนที่มีผู้ใช้มากกว่า 1,700 ล้านคน และ RED (Xiaohongshu) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ปรึกษาได้ที่กดคลิ๊กที่นี่ → We Bridge Marketing Solution
#บุกตลาดจีน #ตลาดจีน #XHS #小红书 #REDNOTE

Share with your network!
Facebook
Threads
X
LinkedIn