น้ำมันปาล์มไทยบุกจีนแรง ปี 68 ส่งออกพุ่งทะลุ 2,700 ล้านบาท
จีนเร่งกระจายแหล่งนำเข้า ไทยขึ้นแท่นตัวเลือกใหม่ ลดเสี่ยงพึ่งอินโดนีเซีย–อินเดีย ตลาดจีนกำลังกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” ของสินค้าเกษตรไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะ น้ำมันปาล์มไทย ที่เริ่มขยับจากตลาดรอง ขึ้นมาเป็นหนึ่งในสินค้าศักยภาพสูง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานโลก ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ว่า การส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยไปจีนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และในปี 2568 คาดว่ามูลค่าส่งออกจะพุ่งแตะ กว่า 2,700 ล้านบาท สะท้อนจังหวะสำคัญที่ไทยเริ่ม “เสียบแทน” ประเทศผู้ส่งออกหลักบางรายในตลาดจีน
จีน = ตลาดน้ำมันพืชเบอร์หนึ่งของโลก
โอกาสใหม่ที่ไทยเริ่มเข้าไปยืนในเกม
รายงานของ American Oil Chemists’ Society ระบุว่า จีนเป็นผู้บริโภคน้ำมันพืชรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและอินเดีย
- น้ำมันปาล์ม คิดเป็น 18% ของการบริโภคน้ำมันพืชทั้งหมดในจีน
- จีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก
- ความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารและประชากรเมือง
ทั้งหมดนี้ ทำให้ “น้ำมันปาล์ม” กลายเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ของจีน และเปิดช่องให้ประเทศผู้ส่งออกหน้าใหม่อย่างไทย เข้ามาแบ่งส่วนตลาดได้มากขึ้น

3 ปัจจัยหลัก ดันน้ำมันปาล์มไทยเข้าเรดาร์จีน
1. นโยบายไบโอดีเซลอินโดนีเซีย ทำตลาดโลกตึงตัว
อินโดนีเซีย ผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มอันดับ 1 ของโลก เดินหน้าปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B40 เป็น B50 ภายในปี 2569 ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันปาล์มสำหรับส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ผลลัพธ์คือ
- อุปทานในตลาดโลกตึงตัว
- ราคาปรับสูงขึ้น
- จีนต้องเริ่มมองหาซัพพลายเออร์ทางเลือก
และนั่นคือ “จังหวะทอง” ของน้ำมันปาล์มไทย
2. นโยบาย Dual Circulation ของจีน เปิดช่องประเทศคู่ค้าใหม่
รัฐบาลจีนผลักดันนโยบาย Dual Circulation เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหาร และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเดิม
แม้จีนยังนำเข้าน้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมกันกว่า 90%
แต่แนวคิด “กระจายความเสี่ยง” ทำให้ไทยเริ่มมีพื้นที่ในสมการการค้าจีนมากขึ้น
ยิ่งเมื่อผนวกกับ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีน–สหรัฐฯ
จีนยิ่งต้องลดการพึ่งพาถั่วเหลือง และเพิ่มสัดส่วนน้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอาหาร
3. ราคาแข่งขันได้ + คุณภาพตอบโจทย์
ข้อมูลจาก World Bank ชี้ว่าในปี 2568
- ราคาน้ำมันปาล์มเฉลี่ย: 1,006.98 ดอลลาร์/ตัน
- ราคาน้ำมันถั่วเหลืองเฉลี่ย: 1,139.87 ดอลลาร์/ตัน
ต้นทุนที่ต่ำกว่า ทำให้น้ำมันปาล์มกลายเป็นทางเลือกที่ “คุ้มค่า” สำหรับผู้นำเข้าจีน ขณะที่น้ำมันปาล์มไทยยังได้เปรียบด้าน
- มาตรฐานการผลิต
- การตรวจสอบย้อนกลับ
- แนวทางความยั่งยืน

ไทยไม่ได้ขายแค่ “น้ำมันปาล์ม” แต่ขาย “ความน่าเชื่อถือ”
ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู ระบุว่า
ผู้บริโภคและผู้นำเข้าจีนให้ความสำคัญกับ มาตรฐานและแหล่งที่มา มากขึ้นอย่างชัดเจน
น้ำมันปาล์มไทยจึงได้เปรียบในภาพลักษณ์
- สินค้ามีมาตรฐาน
- ตรวจสอบย้อนกลับได้
- สอดคล้องกับแนวคิด ESG และความยั่งยืน
รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก RCEP และ FTA อาเซียน–จีน (ACFTA) ที่ช่วยลดต้นทุนด้านภาษี ทำให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดจีนได้ง่ายขึ้น
จากปาล์มดิบ สู่สินค้ามูลค่าสูง
โอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทยในจีน
จีนไม่ได้ต้องการแค่น้ำมันปาล์มดิบอีกต่อไป
แต่เปิดรับสินค้าแปรรูปและสินค้าพรีเมียม เช่น
- น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์
- น้ำมันออร์แกนิก
- ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
- วัตถุดิบอุตสาหกรรมอาหารเฉพาะทาง
โดยเฉพาะในมณฑลอุตสาหกรรมหลักอย่าง
กวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ ซานตง
ที่ไทยสามารถเข้าไปจับมือกับผู้แปรรูปในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขัน

ไม่ใช่แค่ส่งออก แต่คือรายได้เกษตรกรกว่า 4 แสนครัวเรือน
ภาครัฐประเมินว่า การขยายตลาดจีนจะช่วย
- เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มกว่า 400,000 ครัวเรือน
- ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดอินเดีย ที่มีสัดส่วนกว่า 77% ของการส่งออกไทย
- เสริมความมั่นคงให้ภาคเกษตรไทยในระยะยาว
น้ำมันปาล์มไทย กับจุดเปลี่ยนในตลาดจีน
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนชัดว่า
น้ำมันปาล์มไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดโลก
จากเดิมที่แข่งขันด้วย “ราคา”
กำลังขยับสู่การแข่งขันด้วย
คุณภาพ มาตรฐาน ความยั่งยืน และความน่าเชื่อถือ
ในวันที่จีนยังเป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ตลาดน้ำมันปาล์มจีน อาจไม่ใช่แค่โอกาสระยะสั้น
แต่คือ “ฐานใหม่” ของสินค้าเกษตรไทยในอนาคต





