
ด้านมูลค่า สิงคโปร์นำขาด แต่ด้านจำนวนโครงการ จีนคือนักลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในไทยมากที่สุดในกลุ่ม 5 ประเทศแรก
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรกของปี ซึ่งโตต่อเนื่อง และสะท้อนว่าเงินลงทุนจากจีนกระจายตัวอยู่ในโครงการจำนวนมาก

สรุปสั้น ๆ สำหรับคนรีบอ่าน
- 9 เดือนแรกปี 2569 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 1,954 โครงการ มูลค่า 1,707,430 ล้านบาท โต 28%
- การลงทุนจากต่างชาติ (FDI) 1,309 โครงการ มูลค่า 1,550,784 ล้านบาท โต 62%
- สิงคโปร์นำด้านมูลค่า 1,164,595 ล้านบาท ส่วนจีนอันดับ 2 ด้านมูลค่า 63,390 ล้านบาท แต่มีจำนวนโครงการมากที่สุดในกลุ่ม 5 ประเทศแรก ที่ 493 โครงการ
- โครงการที่อนุมัติแล้วคาดว่าจะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 693,000 ล้านบาทต่อปี
- นี่คือโอกาสของซัพพลายเออร์ไทย ทั้งด้านวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการ
ภาพรวม: ดิจิทัลนำ อิเล็กทรอนิกส์และอาหารตามมา
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI ระบุว่ามูลค่าการลงทุนยังเติบโตต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลมีคำขอสูงสุดกว่า 1.17 ล้านล้านบาท จาก 139 โครงการ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
อุตสาหกรรมที่โดดเด่นรองลงมาคือ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 189,370 ล้านบาท จาก 262 โครงการ เพิ่มขึ้น 7% และเกษตรและอาหาร 80,190 ล้านบาท จาก 218 โครงการ เพิ่มขึ้นถึง 59%
สิงคโปร์นำด้านมูลค่า จีนนำด้านจำนวนโครงการ
5 ประเทศที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนสูงสุดตามมูลค่า ได้แก่
- สิงคโปร์ 1,164,595 ล้านบาท จาก 214 โครงการ
- จีน 63,390 ล้านบาท จาก 493 โครงการ
- สหราชอาณาจักร 48,311 ล้านบาท จาก 15 โครงการ
- ญี่ปุ่น 45,478 ล้านบาท จาก 192 โครงการ
- ไต้หวัน 43,243 ล้านบาท จาก 70 โครงการ

เมื่อนำมูลค่าหารด้วยจำนวนโครงการ จะเห็นภาพที่ต่างกันชัดเจน โครงการจากสิงคโปร์เฉลี่ยกว่า 5,400 ล้านบาทต่อโครงการ ขณะที่โครงการจากจีนเฉลี่ยราว 129 ล้านบาท และญี่ปุ่นราว 237 ล้านบาท
จำนวนโครงการของจีนยังมากกว่าสิงคโปร์และญี่ปุ่นรวมกัน สะท้อนว่าเงินลงทุนจากจีนกระจายอยู่ในโครงการจำนวนมากที่มีขนาดเฉลี่ยไม่ใหญ่ ซึ่งหมายถึงโรงงานและผู้ซื้อรายใหม่หลายร้อยราย (BOI ไม่ได้แยกรายละเอียดอุตสาหกรรมของโครงการจีนในรายงานนี้)
693,000 ล้านบาทต่อปี คือตลาดของซัพพลายเออร์ไทย
ฝั่งโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว 1,951 โครงการ มูลค่า 1,512,600 ล้านบาท คาดว่าจะเกิดการจ้างงานกว่า 116,000 ตำแหน่ง ส่งออกได้กว่า 1.96 ล้านล้านบาทต่อปี และใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 693,000 ล้านบาทต่อปี
BOI ระบุว่าจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมหารือกับจีน ให้นักลงทุนจีนในไทยใช้วัตถุดิบจากผู้ผลิตไทยมากขึ้น (อ่านบทความการค้าไทย-จีนล่าสุด)

ธุรกิจไทยควรทำอะไร
1. มองโรงงานจีนเป็นลูกค้า โครงการจีนหลายร้อยโครงการต้องการวัตถุดิบ ชิ้นส่วน บรรจุภัณฑ์ และบริการในพื้นที่ ตั้งแต่โลจิสติกส์ งานติดตั้ง ซ่อมบำรุง ไปจนถึงบัญชีและกฎหมาย
2. ทำข้อมูลบริษัทเป็นภาษาจีน ผู้บริหารและฝ่ายจัดซื้อชาวจีนจำนวนมากหาข้อมูลซัพพลายเออร์ผ่านช่องทางของจีน เช่น Baidu และ WeChat บริษัทไทยที่มีข้อมูลสินค้า มาตรฐาน และช่องทางติดต่อเป็นภาษาจีน จะถูกพบก่อน
3. เตรียมมาตรฐานให้พร้อม โครงการในห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์และ AI มักต้องการมาตรฐานคุณภาพและการส่งมอบที่เข้มงวด การรับรองมาตรฐานที่พร้อมจะช่วยให้เข้าไปเป็นผู้ผลิตรายหนึ่งในห่วงโซ่ได้ง่ายขึ้น
4. จับตากลุ่มเกษตรและอาหาร คำขอลงทุนกลุ่มนี้โตถึง 59% ผู้ผลิตวัตถุดิบเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยมีโอกาสเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบให้โครงการใหม่เหล่านี้
มองภาพใหญ่
ตัวเลขของ BOI บอกว่าเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดมาจากโครงการดิจิทัลขนาดยักษ์ แต่การลงทุนที่ธุรกิจไทยจะได้สัมผัสโดยตรงมากที่สุด อาจเป็นโครงการจีนหลายร้อยโครงการที่กำลังจะตั้งขึ้น
ผู้ประกอบการที่เตรียมตัวเป็นซัพพลายเออร์ และสื่อสารกับนักลงทุนจีนได้ตั้งแต่วันนี้ จะได้เปรียบเมื่อโครงการเหล่านี้เริ่มเดินเครื่อง
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผ่าน ThaiPR.net/RYT9, Kaohoon International, ฐานเศรษฐกิจ, Xinhua
ภาพ: ภาพหน้าปก Sebastian Wagner / Unsplash, ภาพสายการผลิตแผงวงจร Louis Reed / Unsplash (ภาพประกอบ), อินโฟกราฟิกจัดทำโดย We Bridge Marketing Solution





