ส่งออกไทยโต 25 เดือนติด แต่โจทย์ใหญ่คือ “คนไทยได้อะไร” พาณิชย์ชู 3 สมดุล กระจายประโยชน์สู่ SMEs–เกษตรกร
การส่งออกของไทยยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ หลังตัวเลขเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 แต่ท่ามกลางตัวเลขที่แข็งแกร่ง กลับเกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของภาคส่งออก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้ามูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.6% ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรกของปีมีมูลค่าการส่งออกรวม 231,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.2%
แม้ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแรงส่งเชิงบวก แต่โจทย์สำคัญของประเทศไทยในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงทำให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น หากต้องทำให้มูลค่าจากการส่งออกหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทย และกระจายไปถึง SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการรายเล็กมากขึ้น
ส่งออกโตแรง แต่ประชาชนอาจยังไม่รู้สึก
โดยทั่วไป การส่งออกที่เติบโตสามารถช่วยเพิ่มการผลิต การลงทุน การจ้างงาน และรายได้เข้าประเทศ แต่ผลประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้กระจายสู่ทุกภาคส่วนในสัดส่วนเดียวกัน
สินค้าส่งออกบางประเภทอาจมีมูลค่าการส่งออกสูง แต่ต้องพึ่งวัตถุดิบ เทคโนโลยี เครื่องจักร หรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนมาก ทำให้มูลค่าที่เกิดขึ้นและถูกเก็บไว้ภายในประเทศมีไม่มากเท่าตัวเลขส่งออกที่เห็น
ในอีกด้านหนึ่ง รายได้จากภาคส่งออกยังมีการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ จึงอธิบายได้ส่วนหนึ่งว่าทำไมตัวเลขมหภาคเติบโต แต่ความรู้สึกของครัวเรือนหรือธุรกิจรายเล็กอาจยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
พาณิชย์ชู “3 สมดุล” แก้โครงสร้างส่งออกไทย
แนวทางที่กระทรวงพาณิชย์กำลังให้ความสำคัญคือการสร้าง “3 สมดุล” ประกอบด้วย สมดุลตลาด สมดุลสินค้า และสมดุลรายได้
เป้าหมายคือเปลี่ยนจากการมองความสำเร็จของภาคส่งออกผ่านตัวเลขมูลค่าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การประเมินว่าไทยสามารถลดความเสี่ยง เพิ่มมูลค่าในประเทศ และกระจายประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศได้มากน้อยเพียงใด

สมดุลตลาด ลดการพึ่งจีน–สหรัฐฯ กระจายความเสี่ยง
ที่ผ่านมา ไทยพึ่งพาตลาดส่งออกขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทสูงต่อมูลค่าการค้ารวมของประเทศ
การพึ่งตลาดขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวเอง แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนมากขึ้น ทั้งจากสงคราม มาตรการทางการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนด้านห่วงโซ่อุปทาน การกระจุกตัวของตลาดย่อมเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ส่งออกไทย
แนวทางสำคัญจึงเป็นการเปิดตลาดใหม่ ขยายฐานลูกค้า และลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
การขยายตลาดยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับทิศทางการขายได้รวดเร็วขึ้น หากตลาดหลักบางแห่งเผชิญภาวะชะลอตัวหรือมาตรการกีดกันทางการค้า
สมดุลสินค้า ต้องเพิ่ม Local Content ให้เงินอยู่ในไทยมากขึ้น
อีกโจทย์ใหญ่คือโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทย
แม้สินค้าหลายประเภทสร้างมูลค่าการส่งออกสูง แต่ไทยอาจอยู่ในฐานะผู้ประกอบหรือผู้รับจ้างผลิตในบางส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ในประเทศไทยยังไม่สูงเท่าที่ควร
แนวคิด Local Content จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะยิ่งสินค้าใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี บริการ และแรงงานจากประเทศไทยในสัดส่วนสูง มูลค่าจากการส่งออกก็ยิ่งหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
ตัวอย่างผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การเพิ่มคำสั่งซื้อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย การสร้างงานทักษะสูง การใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในประเทศ และการสร้างรายได้ให้ธุรกิจบริการต่อเนื่อง
โจทย์จึงไม่ใช่เพียง “ผลิตในประเทศไทย” แต่ต้องพัฒนาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยให้มากที่สุด
เกษตรและอาหารอาจเป็นแต้มต่อใหม่ของไทย
หนึ่งในกลุ่มที่รัฐบาลมองว่ามีศักยภาพคือสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมากและสามารถกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่างจังหวัดได้โดยตรง
ในช่วงที่โลกเผชิญทั้งสงคราม ภัยธรรมชาติ ความไม่แน่นอนด้านวัตถุดิบ และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน เรื่อง Food Security หรือความมั่นคงทางอาหารกำลังมีความสำคัญมากขึ้น
ไทยจึงมีโอกาสใช้จุดแข็งด้านการผลิตอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทางการค้าและการเจรจากับต่างประเทศ
หากสามารถยกระดับสินค้าเกษตรจากวัตถุดิบไปสู่สินค้าแปรรูป อาหารมูลค่าสูง และผลิตภัณฑ์ที่มีแบรนด์ไทย จะช่วยเพิ่มรายได้ต่อหน่วยและทำให้เกษตรกรมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการส่งออกมากขึ้น
จาก Just in Time สู่ Just in Case
อีกแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจโลกคือการเปลี่ยนจากแนวคิด Just in Time ที่มุ่งบริหารสินค้าและวัตถุดิบให้มีสต็อกต่ำที่สุด ไปสู่แนวคิด Just in Case ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีแหล่งอุปทานสำรองเพื่อรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ประสบการณ์จากโรคระบาด สงคราม และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศและบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับ Resilient Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
สำหรับไทย นี่คือโอกาสในการวางตำแหน่งประเทศเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตที่มีความมั่นคง โดยเฉพาะอาหาร เกษตร และสินค้าที่โลกต้องการในภาวะวิกฤต
จุดแข็งด้าน Food Security จึงสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือทางเศรษฐกิจและแต้มต่อในการเจรจาการค้า
สมดุลรายได้ เมื่อผู้ส่งออกใหญ่ครองรายได้กว่า 80%
หนึ่งในตัวเลขที่อธิบายปัญหาเชิงโครงสร้างได้ชัดเจน คือประเทศไทยมีผู้ประกอบการส่งออกประมาณ 30,000 ราย
ในจำนวนนี้ราว 23,000 รายเป็น SMEs ขณะที่ประมาณ 7,000 รายเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่
แม้ SMEs จะคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าสามในสี่ของจำนวนผู้ส่งออกทั้งหมด แต่รายได้จากธุรกิจส่งออกกว่า 80% กลับอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้การส่งออกเติบโตไม่ได้หมายความว่ารายได้จะกระจายไปถึงธุรกิจขนาดเล็กหรือประชาชนส่วนใหญ่ในอัตราเดียวกัน

SMEs ต้องได้ประโยชน์มากกว่าการเป็นผู้รับช่วงผลิต
การยกระดับ SMEs จึงเป็นโจทย์สำคัญของการส่งออกไทย
หาก SMEs ทำหน้าที่เพียงเป็นผู้รับจ้างผลิตหรือซัพพลายเออร์ลำดับล่าง รายได้และอำนาจต่อรองอาจยังมีจำกัด
แนวทางในระยะยาวคือทำให้ SMEs สามารถขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่า เช่น พัฒนาสินค้าของตนเอง สร้างแบรนด์ ทำตลาดต่างประเทศโดยตรง ใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และสร้างทรัพย์สินทางปัญญา
การช่วย SMEs เข้าถึง FTA เงินทุน ข้อมูลตลาด มาตรฐานสินค้า และคู่ค้าต่างประเทศ จะช่วยให้ผลประโยชน์จากการส่งออกกระจายตัวมากขึ้น
ส่งออกมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าประเทศได้มูลค่าเพิ่มมากขึ้นเสมอ
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “มูลค่าการส่งออก” กับ “มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ”
ตัวอย่างเช่น สินค้าหนึ่งชิ้นอาจส่งออกมูลค่า 100 บาท แต่หากต้องนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วน 70 บาท มูลค่าที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยจริงอาจเหลือเพียงส่วนหนึ่ง
ในทางกลับกัน สินค้าที่ส่งออกเพียง 60 บาท แต่ใช้วัตถุดิบไทย แรงงานไทย เทคโนโลยีไทย และแบรนด์ไทยในสัดส่วนสูง อาจสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศมากกว่า
ดังนั้น การประเมินความสำเร็จของภาคส่งออกในอนาคตอาจต้องมองลึกไปถึง Domestic Value Added หรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศควบคู่กับตัวเลขมูลค่าส่งออก
ไทยต้องขยับจากฐานผลิต สู่เจ้าของเทคโนโลยีและแบรนด์
หากต้องการให้การส่งออกส่งผลต่อรายได้ของประชาชนมากขึ้น ไทยจำเป็นต้องขยับตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่าโลก
จากฐานการประกอบและการรับจ้างผลิต ไปสู่การออกแบบ วิจัยและพัฒนา เทคโนโลยี แบรนด์ การตลาด และบริการหลังการขาย
ส่วนเหล่านี้มักเป็นกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มและกำไรสูงกว่าการผลิตขั้นพื้นฐาน
การเพิ่ม Local Content จึงไม่ควรมองเฉพาะสัดส่วนชิ้นส่วนจากไทย แต่ควรรวมถึงองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างขึ้นในประเทศด้วย

ตัวเลขส่งออก 25 เดือนติดเป็นสัญญาณดี แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
การที่การส่งออกไทยขยายตัวต่อเนื่อง 25 เดือน และช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 เติบโต 18.2% ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคการค้าระหว่างประเทศ
แต่การเติบโตของตัวเลขเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถตอบคำถามว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นมากน้อยเพียงใด
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ รายได้จากการส่งออกถูกกระจายไปยังธุรกิจและแรงงานไทยมากน้อยแค่ไหน ไทยสามารถเพิ่ม Local Content ได้หรือไม่ SMEs สามารถขยายส่วนแบ่งได้แค่ไหน และสินค้าไทยสามารถสร้างแบรนด์และมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นหรือไม่
เป้าหมายใหม่ ไม่ใช่แค่ “ไทยส่งออกมากขึ้น”
แนวคิด 3 สมดุล จึงสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจากการผลักดันตัวเลขส่งออกเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพิจารณาคุณภาพของการเติบโต
สมดุลตลาด ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิมมากเกินไป
สมดุลสินค้า ช่วยเพิ่มมูลค่าและ Local Content ที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย
ส่วนสมดุลรายได้ มีเป้าหมายทำให้ SMEs เกษตรกร และธุรกิจรายเล็กเข้าถึงประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
หากทำได้สำเร็จ การส่งออกจะไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เติบโตบนรายงาน แต่สามารถส่งผ่านไปสู่การจ้างงาน รายได้ และโอกาสทางธุรกิจของคนไทยได้มากขึ้น
โจทย์สำคัญของประเทศไทยในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราจะส่งออกได้กี่แสนล้านดอลลาร์” แต่คือ “ทุก 1 ดอลลาร์ที่ส่งออก ไทยสามารถเก็บมูลค่าไว้ในประเทศและกระจายไปถึงคนไทยได้มากเพียงใด”





