ถอดรหัสทุนจีนรุกไทย ทำไมการจับมือพันธมิตรจึงเป็นกุญแจสู่ตลาดอาเซียน

ทุนจีนรุกไทยผ่านพันธมิตร เปิดภาพพัฒนาการจากธนาคาร–เทคโนโลยี สู่ฐานธุรกิจระยะยาว

ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ค่อย ๆ พัฒนาผ่านการลงทุน การเข้าซื้อกิจการ การร่วมทุน และการเชื่อมโยงกับพันธมิตรไทยที่มีฐานธุรกิจอยู่เดิม
หากย้อนดูพัฒนาการในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นว่าธุรกิจจีนจำนวนมากเลือกเข้าสู่ตลาดไทยแบบเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การตั้งสำนักงาน การเข้าซื้อกิจการเดิม การสร้างฐานการผลิต ไปจนถึงการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจในภูมิภาค
โมเดลดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การเข้าสู่ตลาดไทยของทุนจีนไม่ได้มีเพียงรูปแบบ “นำเงินเข้ามาลงทุน” แต่หลายกรณีเกิดจากการสร้างพันธมิตร เชื่อมโยงเครือข่าย และใช้โครงสร้างธุรกิจที่มีอยู่แล้วในประเทศไทยเป็นจุดตั้งต้น

 

จากวิกฤตเศรษฐกิจไทย สู่จังหวะขยายตัวของทุนจีน

หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญคือหลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียปี 2540 ซึ่งทำให้โครงสร้างธุรกิจและระบบการเงินของไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ในช่วงเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจจีนกลับอยู่ในทิศทางขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมเร่งสร้างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับโลก
ความแตกต่างของจังหวะดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้บริษัทจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจการเงิน เทคโนโลยี เครื่องใช้ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายบริษัทไม่ได้เลือกสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น แต่ใช้วิธีเข้าซื้อกิจการเดิม หรือจับมือกับพันธมิตรที่มีเครือข่ายในประเทศไทยอยู่แล้ว

 

Bank of China ยกระดับฐานธุรกิจในไทย

Bank of China หรือ BOC ถือเป็นหนึ่งในธนาคารจีนที่มีบทบาทในตลาดไทยมายาวนาน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2557 เมื่อ BOC ยกระดับสถานะการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยจากรูปแบบวิเทศธนกิจ สู่การเป็นธนาคารลูกภายใต้ชื่อ “ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)”
การเปลี่ยนสถานะดังกล่าวทำให้ธนาคารสามารถขยายบริการทางการเงินได้กว้างขึ้น รวมถึงเข้าสู่ธุรกิจ Retail Banking อย่างเต็มรูปแบบ
การขยายตัวของ BOC ยังสะท้อนความต้องการของสถาบันการเงินจีนในการรองรับบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย ตลอดจนรองรับการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

Huawei จากตลาดสมาร์ตโฟน สู่ฐานเทคโนโลยีระดับภูมิภาค

Huawei เป็นอีกตัวอย่างของบริษัทจีนที่ค่อย ๆ ขยายบทบาทในประเทศไทย
บริษัทเริ่มทำตลาดสมาร์ตโฟนในไทยอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงปี 2554 ก่อนขยายธุรกิจด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีในวงกว้าง
ต่อมาในปี 2559 Huawei ได้ตั้งสำนักงานในประเทศไทยเพื่อยกระดับบทบาทของไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาพดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากการเข้ามา “ขายสินค้า” ไปสู่การสร้างฐานธุรกิจ บุคลากร และโครงสร้างการดำเนินงานระยะยาว
โมเดลนี้กลายเป็นรูปแบบที่บริษัทจีนรุ่นหลังนำมาใช้มากขึ้น โดยเริ่มจากตลาดไทย ก่อนต่อยอดประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมสู่ตลาดอาเซียน
 

 

Haier ใช้การซื้อกิจการสร้างฐานผลิตในไทย

ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า Haier เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของการเข้าสู่ตลาดผ่านฐานธุรกิจเดิม
ช่วงปี 2550–2554 บริษัทเข้าซื้อโรงงานผลิตตู้เย็นของ Sanyo ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ก่อนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานการผลิตสำคัญ
ต่อมาโรงงานในประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในฐานผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ของ Haier ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรณีนี้สะท้อนข้อได้เปรียบของการซื้อกิจการเดิม เพราะบริษัทสามารถเข้าถึงโรงงาน บุคลากร ซัพพลายเชน และตลาดได้เร็วกว่าการสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่

 

ICBC ดีลใหญ่ที่เปลี่ยนภาพธนาคารจีนในไทย

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือการเข้ามาของ Industrial and Commercial Bank of China หรือ ICBC
วันที่ 21 เมษายน 2553 ICBC เข้าถือหุ้นประมาณ 97.24% ในธนาคารสินเอเซีย ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน)”
ต่อมาธนาคารได้เพิกถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2554 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย ICBC อย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจุบัน ICBC Thailand มีเครือข่ายสาขาในหลายพื้นที่ พร้อมธุรกิจต่อเนื่องทั้งสินเชื่อเช่าซื้อ ประกันภัย และลีสซิ่ง
จุดสำคัญอีกด้านคือบทบาทในการเป็น RMB Clearing Bank หรือธนาคารที่รองรับการชำระธุรกรรมเงินหยวนในประเทศไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับจีนโดยตรง

 

ICBC เติบโตพร้อมกับการเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจจีน

ICBC ก่อตั้งขึ้นในปี 2527 ท่ามกลางการปฏิรูประบบการเงินของจีน ก่อนพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งในธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
ในปี 2548 ธนาคารปรับโครงสร้างเป็นบริษัทแบบ Joint-stock และในปี 2549 นำหุ้นเข้าจดทะเบียนพร้อมกันในตลาดเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นหนึ่งใน IPO ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
หลังจากนั้น ICBC เดินหน้าขยายเครือข่ายเข้าสู่ศูนย์กลางการเงินระดับโลก ทั้งนิวยอร์ก ลอนดอน ซิดนีย์ ดูไบ และตลาดสำคัญอื่น ๆ
การเข้าซื้อธนาคารสินเอเซียในประเทศไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายตัวระหว่างประเทศของธนาคารจีนรายนี้

 

ทำไม “สินเอเซีย” จึงเป็นจุดเชื่อมสำคัญ

ก่อนกลายมาเป็น ICBC Thailand ธนาคารสินเอเซียมีประวัติยาวนานในระบบการเงินไทย
กิจการเริ่มต้นจากธุรกิจทางการเงิน ก่อนพัฒนามาเป็นบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ และเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในช่วงหนึ่ง สินเอเซียมีความสัมพันธ์กับธนาคารกรุงเทพและกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทในตลาดการเงินไทย ก่อนเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งจากวิกฤตการณ์ทางการเงินและการปรับโครงสร้างสถาบันการเงิน
ช่วงปี 2526 มีการขายหุ้นบางส่วนให้กับ Société Générale ธนาคารจากฝรั่งเศส ก่อนที่ภายหลัง Société Générale จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น
หลังวิกฤตปี 2540 โครงสร้างผู้ถือหุ้นและกิจการมีการปรับตัวอีกครั้ง จนท้ายที่สุดสินเอเซียได้รับใบอนุญาตเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบในปี 2548
ฐานธุรกิจที่มีอยู่แล้วนี้ทำให้สินเอเซียกลายเป็นช่องทางที่เหมาะสมสำหรับ ICBC ในการเข้าสู่ระบบธนาคารไทยแบบเต็มรูปแบบ
 

 

ดีล ICBC สะท้อนโมเดล “จับมือพันธมิตร” มากกว่าสร้างใหม่ทั้งหมด

หากมองในมิติของกลยุทธ์ การเข้าซื้อสินเอเซียช่วยให้ ICBC ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
ธนาคารสามารถเข้าถึงใบอนุญาต เครือข่ายลูกค้า บุคลากร ระบบปฏิบัติการ และโครงสร้างธุรกิจที่มีอยู่เดิมได้ทันที
นี่คือโมเดลสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมของทุนจีนในช่วงแรกของการเข้าสู่ประเทศไทย คือการเชื่อมโยงกับผู้เล่นเดิมที่มีฐานแข็งแรง แล้วค่อยขยายธุรกิจภายใต้โครงสร้างใหม่
วิธีดังกล่าวช่วยลดทั้งเวลา ความเสี่ยง และต้นทุนในการเข้าสู่ตลาด

 

ความสัมพันธ์ธนาคารกรุงเทพ–จีน สะท้อนเครือข่ายที่ลึกกว่าการลงทุน

อีกมิติที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกรุงเทพกับตลาดจีน
ธนาคารกรุงเทพมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับจีนมายาวนาน ก่อนประสบความสำเร็จในการเข้าไปดำเนินธุรกิจธนาคารเต็มรูปแบบในจีนในฐานะหนึ่งในธนาคารไทยรายแรก ๆ ที่สามารถสร้างฐานธุรกิจในตลาดดังกล่าวได้
เมื่อพิจารณาควบคู่กับการที่ ICBC เข้ามาซื้อสินเอเซีย จึงสะท้อนภาพความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนที่ไม่ได้เป็นการเคลื่อนตัวในทิศทางเดียว
ในขณะที่ธนาคารจีนเข้ามาขยายฐานในประเทศไทย ธนาคารและบริษัทไทยบางส่วนก็ขยายเครือข่ายเข้าสู่จีนเช่นกัน
ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการเชื่อมโยงของทุน เครือข่าย และตลาดระหว่างสองประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ทุนจีนยุคแรกมักเลือกพันธมิตรที่มีฐานอยู่แล้ว

หากนำกรณี Bank of China, ICBC, Huawei และ Haier มาวิเคราะห์ร่วมกัน จะเห็นรูปแบบสำคัญบางประการ
บริษัทจีนรายใหญ่ไม่ได้เข้าสู่ประเทศไทยด้วยสูตรเดียวกันทั้งหมด แต่หลายรายใช้โครงสร้างที่มีอยู่เดิมเป็นจุดเริ่มต้น
บางรายซื้อกิจการ บางรายใช้โรงงานเดิม บางรายสร้างสำนักงานภูมิภาค และบางรายเข้ามาผ่านเครือข่ายทางการเงิน
สิ่งที่เหมือนกันคือการพยายามลดความเสี่ยงจากการเข้าสู่ตลาดใหม่ และใช้พันธมิตรหรือฐานธุรกิจในท้องถิ่นช่วยเร่งการเติบโต

 

จากพันธมิตรไทย สู่การสร้าง Ecosystem ของตัวเอง

เมื่อธุรกิจตั้งหลักได้แล้ว หลายบริษัทเริ่มขยายจากการพึ่งพาพันธมิตร ไปสู่การสร้างระบบนิเวศของตัวเอง
ธนาคารจีนสามารถรองรับการเงินให้กับบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย บริษัทเทคโนโลยีสร้างเครือข่ายพันธมิตรและบุคลากร ส่วนผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสร้างซัพพลายเชนและฐานการผลิตในประเทศ
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เติบโตพร้อมกัน จึงเกิด “เครือข่ายธุรกิจจีน” ที่สามารถสนับสนุนกันเองได้มากขึ้น
นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากทุนจีนรุ่นแรกที่ต้องพึ่งพันธมิตรไทยจำนวนมาก ไปสู่ยุคที่บริษัทจีนมีระบบนิเวศธุรกิจของตัวเองในประเทศไทยมากขึ้น
 

 

ไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่เป็นฐานเชื่อมอาเซียน

เหตุผลสำคัญที่บริษัทจีนเลือกประเทศไทยไม่ใช่เพียงขนาดตลาดในประเทศ
ไทยมีทำเลอยู่กลางภูมิภาค มีฐานอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ตลาดผู้บริโภค และเครือข่ายธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศอื่นในอาเซียน
บริษัทจีนหลายรายจึงมองไทยในฐานะทั้งตลาด ฐานผลิต ศูนย์กระจายสินค้า และ Regional Hub
เมื่อพิจารณาร่วมกับการเติบโตของอาเซียน ทำให้ความสำคัญของประเทศไทยต่อยุทธศาสตร์การลงทุนจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ความสัมพันธ์ไทย–จีนกำลังเปลี่ยนจาก “ค้าขาย” สู่ “เชื่อมโครงสร้างธุรกิจ”

ภาพรวมของทุนจีนในประเทศไทยจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การส่งสินค้าเข้ามาขายหรือการตั้งโรงงานเท่านั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหลายทศวรรษคือการค่อย ๆ เชื่อมโยงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ทั้งระบบธนาคาร การเงิน เทคโนโลยี การผลิต ซัพพลายเชน และการลงทุน
บริษัทจีนสามารถใช้ธนาคารจีนในไทยรองรับธุรกรรม ใช้ฐานโรงงานในไทยผลิตสินค้า ใช้เครือข่ายโลจิสติกส์กระจายสินค้า และใช้ประเทศไทยเป็นจุดเชื่อมต่อกับอาเซียน
ความสัมพันธ์จึงมีความลึกมากกว่าการซื้อขายสินค้าระหว่างสองประเทศในอดีต

 

จาก ICBC ถึง CP ภาพใหญ่ของทุนไทย–จีนยังมีอีกหลายชั้น

กรณี ICBC และสินเอเซียเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของการสร้างความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายและพันธมิตร
อีกเครือข่ายสำคัญคือกลุ่มธุรกิจไทยขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับจีนมายาวนาน โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในจีนตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดประเทศ
เครือข่ายเหล่านี้มีบทบาททั้งในฐานะผู้บุกเบิกตลาด พันธมิตรทางธุรกิจ และตัวเชื่อมระหว่างทุนไทยกับจีน
เมื่อมองผ่านไทม์ไลน์หลายสิบปี จะพบว่า ความสัมพันธ์ทางธุรกิจไทย–จีนไม่ได้เกิดขึ้นเป็นคลื่นที่แยกจากกัน แต่ต่อเนื่องและต่อยอดจากเครือข่ายเดิมอยู่ตลอดเวลา

 

จับมือพันธมิตร คือหนึ่งในสูตรสำคัญของทุนจีนในไทย

บทเรียนจากช่วงแรกของกระแสทุนจีนเข้าสู่ประเทศไทยสะท้อนว่า “พันธมิตร” เป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ
การซื้อกิจการเดิม การร่วมทุน การใช้เครือข่ายธุรกิจไทย และการเชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน ช่วยลดความเสี่ยงของบริษัทจีนในการเข้าสู่ตลาดใหม่
เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทเหล่านี้สามารถสร้างฐานธุรกิจของตัวเองและขยายบทบาทได้มากขึ้น จนบางรายกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดไทย
ภาพนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมการขยายตัวของทุนจีนในประเทศไทยปัจจุบันจึงดูรวดเร็วกว่ายุคแรก เพราะเครือข่ายพื้นฐานหลายส่วนได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้วตลอดหลายทศวรรษ
จากธนาคาร เทคโนโลยี เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมยุคใหม่ ความสัมพันธ์ไทย–จีนกำลังขยับจาก “การเข้ามาลงทุน” ไปสู่ “การเชื่อมระบบเศรษฐกิจ” มากขึ้น และพันธมิตรธุรกิจยังคงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของกระบวนการนี้

อยากปรึกษาเรื่องเจาะตลาดจีนด้วยการโฆษณาออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Baidu Search และการทำการตลาดบน RED NOTE (小红书 / Xiaohongshu) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าคนจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแพลตฟอร์มที่คนจีนใช้งานมากที่สุด Baidu Search Engine #1 ของคนจีนที่มีผู้ใช้มากกว่า 1,700 ล้านคน และ RED (Xiaohongshu) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีน ปรึกษาได้ที่กดคลิ๊กที่นี่ → We Bridge Marketing Solution
#บุกตลาดจีน #ตลาดจีน #XHS #小红书 #REDNOTE

Share with your network!
Facebook
Threads
X
LinkedIn