ไทยปิดดีลบุกตลาดโคเนื้อจีน! ตั้งเป้าส่งออก 1.2 ล้านตัวต่อปี เจาะตลาดมูลค่า 8 แสนล้านบาท
ประเทศไทยกำลังมีโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อสู่เวทีโลก หลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตไปยังประเทศจีนอย่างจริงจัง ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทย-จีน พร้อมเตรียมยกระดับการเจรจาสู่รูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G)
เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ไทยสามารถส่งออกโคเนื้อไปยังจีนได้ถึงปีละ 1.2 ล้านตัว เพื่อเจาะตลาดเนื้อวัวที่มีมูลค่าสูงกว่า 8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้มหาศาลให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาว
ตลาดโคเนื้อจีน มูลค่ามหาศาลที่ไทยกำลังมุ่งเป้า
ปัจจุบันประเทศจีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการบริโภคเนื้อวัวมากที่สุดในโลก
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า จีนนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศมากถึงประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 675,000-810,000 ล้านบาทต่อปี
หากคำนวณเป็นโคมีชีวิต จะเทียบเท่ากับความต้องการโคมากถึงประมาณ 13.5 ล้านตัวต่อปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดจีนยังมีช่องว่างขนาดใหญ่มากสำหรับผู้ส่งออกจากต่างประเทศ และไทยกำลังพยายามเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดขนาดยักษ์แห่งนี้

โปรเจกต์ยักษ์ ส่งออกโคไทย 1.2 ล้านตัวต่อปี
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้ารวบรวมโคเนื้อจากเกษตรกรไทยเพื่อส่งออกไปยังจีนผ่านระบบขนส่งทางเรือ
เป้าหมายเบื้องต้นประกอบด้วย
- ส่งออกโคเดือนละ 100,000 ตัว
- ส่งออกปีละ 1.2 ล้านตัว
- สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรทั่วประเทศ
- ยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยสู่ตลาดโลก
หากโครงการประสบความสำเร็จ จะถือเป็นหนึ่งในโครงการส่งออกปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
ไทยใกล้ผ่านด่านสุขอนามัยจีนแล้ว
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการส่งออกสัตว์มีชีวิต คือข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยทางชีวภาพ
ที่ผ่านมา สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้ส่งข้อซักถามด้านสุขอนามัยมายังประเทศไทยมากกว่า 40 ประเด็น
ล่าสุดการเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก โดยเหลือประเด็นที่ต้องหารือเพียง 4 เรื่องหลักเท่านั้น
ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ทำให้การเปิดตลาดโคเนื้อไทยในจีนมีความเป็นไปได้สูงขึ้นอย่างชัดเจน

ปักหมุด “บางสะพาน” ศูนย์กลางส่งออกโคเนื้อไปจีน
อีกหนึ่งแผนสำคัญคือการพัฒนาท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกโคเนื้อไปยังจีน
ภาครัฐเตรียมศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง
- ศูนย์กักกันโรคสัตว์ขนาดใหญ่
- สถานที่ตรวจสุขภาพโคตามมาตรฐานสากล
- ศูนย์รวบรวมโคเพื่อการส่งออก
- ระบบโลจิสติกส์รองรับการขนส่งทางเรือ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้อย่างมาก
ดันเจรจา G2G เร่งเปิดประตูตลาดจีน
เพื่อให้กระบวนการอนุมัติเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาครัฐเตรียมยกระดับการเจรจาไปสู่รูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ G2G
พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง
- กรมปศุสัตว์
- ภาคเอกชนไทย
- ภาคเอกชนจีน
- สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย
โดยมีเป้าหมายเพื่อประสานงานกับหน่วยงานจีนอย่างใกล้ชิด และเร่งผลักดันการอนุมัติด้านนโยบายให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด
โคแบบไหนที่ตลาดจีนต้องการ
ตลาดจีนไม่ได้ต้องการโคทุกประเภท แต่เน้นโคคุณภาพสูงที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้
คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
- โคเนื้อลูกผสมคุณภาพสูง
- น้ำหนักตั้งแต่ 450 กิโลกรัมขึ้นไป
- ผ่านมาตรฐานสุขอนามัยสากล
- สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
นอกจากนี้ จีนยังให้ความสนใจกับเนื้อโคแช่เย็น (Chilled Meat) มากขึ้น เนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าเนื้อแช่แข็ง และสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่ดีกว่า
ไทยเร่งขอรับรองเขตปลอดโรค สร้างความเชื่อมั่นระดับโลก
กรมปศุสัตว์ยังเตรียมเดินหน้าขอรับรองสถานะเขตปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH)
ทั้งในรูปแบบ
- การรับรองระดับพื้นที่ (Zoning)
- การรับรองระดับฟาร์ม (Compartment)
การได้รับการรับรองดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า และเปิดโอกาสให้ไทยสามารถส่งออกโคและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ไปยังตลาดพรีเมียมทั่วโลกได้มากขึ้น

ส่งออกโคเนื้อ ไม่ได้ช่วยแค่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค
หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง ผลประโยชน์จะไม่ได้ตกอยู่เฉพาะผู้เลี้ยงโคเท่านั้น
แต่ยังส่งผลดีต่อหลายภาคส่วน เช่น
- เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์
- โรงงานผลิตอาหารสัตว์
- ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์
- โรงชำแหละและแปรรูปเนื้อสัตว์
- ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร
ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
โอกาสครั้งใหญ่ของโคเนื้อไทยบนเวทีโลก
การเปิดตลาดจีนครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยในรอบหลายปี
ด้วยขนาดตลาดที่มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาทต่อปี ความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างไทยกับจีน ทำให้หลายฝ่ายมองว่าไทยกำลังเข้าใกล้การเปิดประตูสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
หากสามารถผลักดันการส่งออกล็อตแรกได้ภายใน 1 ปีตามเป้าหมาย จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อไทย สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน




