บทความ

‘KAMU KAMU’ ชื่อญี่ปุ่น แต่หัวใจไทย จากร้านชานม 4 ตารางเมตร สู่แบรนด์ไทยที่เล็งบุก “จีน” ตลาดเครื่องดื่มมูลค่าหลายแสนล้าน แม้ชื่อจะฟังดูเหมือนแบรนด์ญี่ปุ่น แต่ “KAMU KAMU” คือหนึ่งในแบรนด์ชานมสัญชาติไทยแท้ ที่เติบโตจากร้านคีออสเล็กๆ ใจกลางอโศก สู่เครือข่ายเกือบ 200 สาขาทั่วประเทศ และกำลังวางหมากสำคัญเพื่อก้าวออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ “จีน” ตลาดเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เบื้องหลังแบรนด์นี้คือ “แทน–ทินกฤต สินทัตตโสภณ” อดีตวิศวกรสายไอที ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเมื่ออายุ 35 ปี เพื่อทำร้านชานมจากแพชชันล้วนๆ ไม่มีพื้นฐานผู้ประกอบการ ไม่มีแผนธุรกิจซับซ้อน มีเพียงความชอบในการดื่มชา และโจทย์ง่ายๆ ว่า อยากทำอะไรสนุกๆ ที่คนจดจำได้
รัฐบาลไทยหนุนเต็มสูบ เปิดตัว “Thai Mall” ประตูใหม่สินค้าเกษตรไทยบุกโซเชียลอีคอมเมิร์ซจีน ท่ามกลางการแข่งขันด้านการค้าและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่เข้มข้นขึ้นทุกปี รัฐบาลไทยเดินเกมรุกตลาดจีนอย่างจริงจัง ด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม “Thai Mall” ช่องทางใหม่ในการโปรโมทและจำหน่ายสินค้าเกษตรไทยผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของจีน เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ได้มีพิธีเปิด Thai Mall อย่างเป็นทางการ พร้อมกิจกรรมใหญ่ “2026 THAI FESTIVAL MARKET – CHINESE NEW YEAR EDITION” ณ Stadium Lobby ห้าง Bravo BKK ซึ่งนับเป็นกิจกรรมสำคัญช่วงต้นปี ที่สะท้อนทิศทางใหม่ของการค้าสินค้าเกษตรไทย–จีนในยุคดิจิทัล
เปิด “2026 Playbook” สำหรับผู้ประกอบการไทยที่อยากปักธงในตลาดจีนอย่างยั่งยืน เมื่อการแข่งขันไม่วัดกันที่ราคาอีกต่อไป แต่คือคุณค่า เทคโนโลยี และการปรับตัวให้เข้ากับผู้บริโภคจีน บทความนี้ถอด 5 โมเดลธุรกิจดาวรุ่ง ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคและนโยบายจีนในระยะยาว
จีนสร้างประวัติศาสตร์ เกินดุลการค้าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งแรก ท่ามกลางแรงกดดันภาษีทรัมป์ แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และแรงกดดันด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา แต่ จีนกลับสร้างสถิติใหม่ครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยตัวเลขเกินดุลการค้าที่สูงที่สุดในโลก และสูงที่สุดเท่าที่ประเทศเคยทำมา เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนเปิดเผยตัวเลขการค้าในปี 2025 ระบุว่า จีนมีดุลการค้าเกินดุลสูงถึง 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 37.5 ล้านล้านบาท นับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขเกินดุลของจีนทะลุระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” อย่างเป็นทางการ ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงทำลายสถิติเดิมในปี 2024 ที่อยู่ที่ 993,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า แรงกดดันจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แทบไม่สามารถสกัดการค้าของจีนในภาพรวมได้
ททท.เปิดเกมบุกตลาดจีน จับมือ Tencent–WeTV–Sichuan TV ใช้คอนเทนต์วาไรตี้ ปั้นภาพจำ “ไทยยุคใหม่” ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ ตลาดท่องเที่ยวจีนกำลังกลับมาเป็น “สมรภูมิหลัก” ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง และครั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เลือกเปิดเกมด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างจากอดีต ไม่ใช่แค่การโฆษณาเชิญชวนเดินทาง แต่คือการ สร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทยผ่านคอนเทนต์ระดับแพลตฟอร์มยักษ์ของจีน ททท. เดินหน้ารุกตลาดจีนอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิด “Trusted Thailand” จับมือ Tencent, WeTV และ Sichuan TV สร้างสรรค์รายการวาไรตี้ท่องเที่ยวและภาพยนตร์โฆษณา (TVC) เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและเข้าถึงนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ คุณภาพ และความปลอดภัย”
Gen Z จีนไม่เลือกซื้อแค่ “สินค้า” แต่เลือก “คุณค่า” ไลฟ์สไตล์รักษ์โลกและความยั่งยืนกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของผู้บริโภครุ่นนี้ บทความนี้พาเจาะลึกพฤติกรรม Gen Z จีน พร้อมชี้โอกาสของสินค้า Eco-friendly จากไทย ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งสิ่งแวดล้อม อารมณ์ และการเติบโตในตลาดจีนยุคใหม่
จีนเปิดเกมเศรษฐกิจปี 2026 นักลงทุนไทยควรรับมืออย่างไร เมื่อจีนขยับจาก “ประเทศผู้ผลิต” สู่ “ผู้กำหนดเกมเศรษฐกิจโลก” ปี 2026 กำลังจะกลายเป็นปีสำคัญของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวที่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ภาษีนำเข้า และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลัก องค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 2.7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 3.2% สะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเปราะบาง แม้สหรัฐฯ จะยังเติบโตได้ราว 2% และยุโรปที่ 1.3% แต่แรงส่งจากการค้าโลกเริ่มอ่อนแรง โดยการค้าโลกทั้งระบบคาดว่าจะเติบโตเพียง 2.2% ท่ามกลางภาพรวมที่ท้าทายนี้ “จีน” กำลังขยับหมากเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และนี่คือสิ่งที่นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม
สินค้าไทยกำลังเป็นที่ต้องการในหมู่ผู้บริโภคจีน ไม่ใช่เพราะความถูก แต่เพราะ “คุณค่าทางอารมณ์” ที่เกิดจาก Craft ความประณีต, Culture วัฒนธรรมไทยที่สัมผัสได้ และ Creativity ความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ 3C คือกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยก้าวขึ้นสู่ใจชาวจีนในยุค Soft Power อย่างแท้จริง
จาก “สงครามประสิทธิภาพ” สู่ “สงครามคุณค่า” เกมค้าปลีกจีนกำลังเปลี่ยน ตลาดค้าปลีกจีนกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Meituan, JD.com และ Alibaba (Hema) พร้อมใจกันเร่งเปิดร้านค้าออฟไลน์อย่างจริงจังในช่วงปลายปี 2568 สะท้อนการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่จากการแข่งขันด้าน “ความเร็วและราคา” ไปสู่การแข่งขันด้าน “คุณค่า ประสบการณ์ และคุณภาพสินค้า” เพียงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 วันเดียว วงการค้าปลีกจีนต้องจับตาการเปิดร้านออฟไลน์พร้อมกันถึง 3 แห่ง Xiaoxiang Supermarket ของ Meituan เปิดร้านประสบการณ์ออฟไลน์แห่งแรกที่กรุงปักกิ่ง 7 FRESH ของ JD.com เปิดสาขาใหม่ที่มณฑลเหอเป่ย Hema เปิดสาขาแรกในเขตกว่างหมิง เมืองเซินเจิ้น ภาพที่เกิดขึ้นเหมือนกันคือ ผู้บริโภคต่อคิวยาวตั้งแต่เช้าจรดเย็น สะท้อนว่าร้านออฟไลน์ยังมีพลัง และกำลังกลับมาเป็นหัวใจใหม่ของเกมค้าปลีกจีน
JD Worldwide คือโอกาสทองของธุรกิจไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่ผู้บริโภคจีน โดยไม่ต้องตั้งบริษัทหรือมีคลังสินค้าในจีน ด้วยระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็ว ความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม และการเข้าถึงลูกค้าระดับพรีเมียม ทำให้แบรนด์ไทยสามารถเติบโตในจีนได้ง่ายกว่าเดิมมาก