จีนผงาดผู้นำ AI โลก เตือนผู้บริหารไทยต้องเร่งปรับตัว ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกอย่างรวดเร็ว จีนกำลังก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำด้านการผลิตอัจฉริยะ” (Smart Manufacturing) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมี AI และ Robotics เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
ประเด็นนี้ถูกถ่ายทอดอย่างเข้มข้นในเวทีบรรยายพิเศษของหลักสูตร ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 3 (Young Executive Program 3) ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน ภายใต้การสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย หอการค้าไทย–จีน และ China Media Group
เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ณ อาคาร M Group ถนนวิภาวดีรังสิต
โดยมี ดร.ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย–จีน เป็นวิทยากรในหัวข้อ
“ถอดรหัสการผลิตอัจฉริยะ พลิกโฉมอุตสาหกรรมจีนด้วย AI”
จีนไม่ใช่ฐานผลิตราคาถูกอีกต่อไป
แต่คือผู้นำ “พลังการผลิตใหม่” ของโลก
ดร.ณรงค์ศักดิ์ ฉายภาพชัดว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา จีนได้เปลี่ยนบทบาทเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่
จากประเทศฐานการผลิตต้นทุนต่ำ
สู่ประเทศผู้นำด้าน New Productive Forces หรือพลังการผลิตใหม่
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030)
จีนมุ่งสู่การผลิตที่
- ฉลาดที่สุด
- แม่นยำที่สุด
- มีคุณภาพสูงที่สุด
เพื่อตอบโจทย์ปัญหาโครงสร้างประชากรสูงวัย และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นกว่า 4–5 เท่า
หัวใจสำคัญคือการผสาน
AI (สมอง) + Robotics (ร่างกาย)
ให้ระบบสามารถ “คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และลงมือทำ” ได้เอง
ทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
ไม่มีข้อจำกัดแบบแรงงานมนุษย์

กรณีศึกษา “ท่าเรืออัจฉริยะจีน”
ประสิทธิภาพที่โลกยังตามไม่ทัน
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความก้าวหน้าของจีนอย่างชัดเจน คือ ระบบท่าเรืออัจฉริยะ
- ท่าเรือชิงเต่า
- ท่าเรือแห่งแรกของโลกที่ใช้ระบบ ไร้คนขับ 100%
- ควบคุมด้วย AI และเครือข่าย 5G แบบเรียลไทม์
- ท่าเรือชินโจว (กว่างซี)
- ศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญบนเส้นทาง Belt and Road Initiative (BRI)
จุดแข็งสำคัญคือ “ความเร็วในการจัดการ”
การซ่อมบำรุงเรือเทกองขนาดใหญ่
จีนใช้เวลาเพียง 15 วัน
ขณะที่หลายประเทศต้องใช้ 1–2 เดือน
ลดต้นทุนค่าเสียโอกาสมหาศาลให้ผู้ประกอบการ
ขณะที่ ท่าเรือเป๋ยไห่
มีระบบสายพานลำเลียงวัตถุดิบจากเรือเข้าสู่โรงงานโดยตรง
ขนถ่ายได้สูงถึง 70,000 ตันต่อวัน
มากกว่าท่าเรือทั่วไปหลายเท่าตัว
โรงงานอัจฉริยะจีน ผลิตรถ 1 คัน ใน 5–7 นาที
นี่คือเกมใหม่ของอุตสาหกรรมโลก
ในภาคอุตสาหกรรม ดร.ณรงค์ศักดิ์ ยกตัวอย่างโรงงานอัจฉริยะของจีน เช่น
- Xiaomi
- Hongqi (หงฉี) แบรนด์รถหรูแห่งชาติ
- กลุ่ม FAW
โรงงานเหล่านี้สามารถผลิตรถยนต์ 1 คันเสร็จสมบูรณ์ในเวลาเพียง 5–7 นาที
ด้วยระบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด
ขณะเดียวกัน จีนยังเร่งพัฒนา
- รถบรรทุกไฟฟ้า
- รถพลังงานไฮโดรเจน
- พลังงานสะอาดครบวงจร
โดยมี ซัพพลายเชนภายในประเทศแข็งแกร่ง 100%
ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยากต่อการลอกเลียนแบบ

China Dumping Effect = วิกฤต + โอกาสของไทย
สำหรับประเทศไทย
ดร.ณรงค์ศักดิ์ มองว่า ปรากฏการณ์ สินค้าจีนล้นตลาด
ไม่ใช่แค่ภัยคุกคาม แต่คือ “สัญญาณเตือน”
- ผู้บริโภค → ได้สินค้าคุณภาพดี ราคาถูก
- ผู้ประกอบการไทย → ต้องหยุดแข่งราคา แล้วหันมาสร้างมูลค่า
ข้อเสนอสำคัญคือ
ไทยต้องมองจีนเป็น พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่คู่แข่ง
แนวทางที่ควรเร่งทำ ได้แก่
- ดึงดูดการลงทุนจากจีน
- ผูกเงื่อนไข Technology Transfer
- กำหนด Local Content เชิงไฮเทค
- เพื่อให้แรงงานและวิศวกรไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีระดับสูง
- เหมือนที่ไทยเคยทำสำเร็จร่วมกับญี่ปุ่นในอดีต
AI ไม่ได้แย่งงาน ถ้าไทย “ใช้ให้เป็น”
ในช่วงท้าย ดร.ณรงค์ศักดิ์ เน้นว่า
AI ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว หากประเทศรู้จัก “ใช้ให้ถูกทาง”
โรงงานอัจฉริยะยังต้องการ
- แรงงานทักษะสูง
- ผู้ควบคุมระบบ
- นักวิเคราะห์ข้อมูล
โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC
ซึ่งยังมีตำแหน่งงานว่างอีกนับหมื่นตำแหน่ง
สิ่งที่ไทยต้องเร่งที่สุด คือ
การอัปสกิลแรงงานให้ทันจีนและเทคโนโลยีโลก

ไทย–จีน จากการแข่งขัน สู่ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์
บทเรียนจากเวทีนี้สะท้อนชัดว่า
โลกอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ยุคที่
“ใครเข้าใจเทคโนโลยีก่อน คนนั้นกำหนดเกม”
จีนกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ไทยต้องตัดสินใจว่าจะ
- ปรับตัว
- หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้
อาจไม่ใช่จุดจบ
แต่คือ จุดเริ่มต้นของการยกระดับอุตสาหกรรมไทย
หากเลือกเดินเกมร่วมกับจีนอย่างมียุทธศาสตร์ และยั่งยืน





