ปี 2569 ทุเรียนไทยยังลงต่อ ราคาเหลือราว 90 บาท/กก.
ส่งออกหด ตลาดจีนเดือด เวียดนามตีตื้นแย่งส่วนแบ่งอย่างจริงจัง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทุเรียนไทย จากสินค้าเกษตรดาวเด่นที่เคยสร้างรายได้มหาศาลและมีอำนาจต่อรองสูงในตลาดจีน กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ
ทั้งจาก การแข่งขันในตลาดปลายทางที่รุนแรงขึ้น, มาตรฐานนำเข้าของจีนที่เข้มงวดต่อเนื่อง, และ ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ที่เริ่มกระทบทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตอย่างเป็นรูปธรรม
ปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งปีหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย หลังจากราคาทุเรียนสดในประเทศปรับลดลงแรงในปี 2568 จนหลุดระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัมเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี
และสัญญาณล่าสุดชี้ชัดว่า แนวโน้มดังกล่าวยังไม่จบง่าย แม้ไทยจะยังเป็นผู้ส่งออกทุเรียนอันดับหนึ่งในตลาดจีนก็ตาม
ราคาทุเรียนปี 69 ยังไม่ฟื้น คาดเฉลี่ยเหลือราว 90 บาท/กก.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2569 ราคาทุเรียนสดไทยจะปรับลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แม้อัตราการลดลงจะชะลอลง โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 90 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงราว 2.7% จากปีก่อน และต่ำกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัมติดต่อกันเป็นปีที่สอง
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาทุเรียนไทยในระยะใกล้มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ยาก และในระยะข้างหน้าอาจไม่สามารถกลับไปยืนเหนือระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัมเหมือนในอดีตได้ง่าย ภายใต้บริบทการแข่งขันและต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบโดยตรงคือ รายได้เกษตรกรในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวราว 0.7% แม้ปริมาณผลผลิตรวมจะยังเพิ่มขึ้นก็ตาม

ปี 2568 บทเรียนราคาแรง ผลผลิตพุ่ง แต่ตลาดดูดไม่ทัน
ย้อนกลับไปในปี 2568 ราคาทุเรียนสดไทยปรับลดลงแรงถึง 16% มาอยู่ที่เฉลี่ย 92.5 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีซึ่งอยู่ที่ 108.7 บาทต่อกิโลกรัม และเคยเติบโตเฉลี่ยถึง 6.4% ต่อปี
สาเหตุหลักมาจาก ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดถึง 23.2% แตะระดับ 1.59 ล้านตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ราว 1.31 ล้านตัน
แรงหนุนสำคัญคือสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยจากปรากฏการณ์ ลานีญา ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงเวลาสั้น ส่งผลให้ อุปทานล้นตลาดเร็วกว่าความสามารถในการดูดซับของตลาดจีน
แม้ในภาพรวมรายได้เกษตรกรปี 2568 ยังขยายตัวได้ราว 3.5% แต่ราคาที่ลดลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นแรงกดดันต่อโครงสร้างรายได้ในระยะถัดไป
ปี 2569 ผลผลิตชะลอ แต่ความเสี่ยงภูมิอากาศยังสูง
สำหรับปี 2569 การเพิ่มขึ้นของผลผลิตทุเรียนไทยคาดว่าจะ ชะลอลงเหลือเพียงราว 1.9% อยู่ที่ประมาณ 1.62 ล้านตัน จากความเสี่ยงของปรากฏการณ์ เอลนีโญ ในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งอาจทำให้สภาพอากาศร้อนและแล้งมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ยังเป็นความเสี่ยงหลัก ทั้งต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต ไม่ว่าจะเป็น
– ปัญหาทุเรียนอ่อน
– ปัญหาทุเรียนแก่เกิน
– ความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพ
ซึ่งล้วนกระทบต่อ ความเชื่อมั่นของตลาดนำเข้า โดยเฉพาะจีน
ส่งออกทุเรียนไทยปี 69 หด ตลาดจีนยังสำคัญ แต่ไม่ง่ายเหมือนเดิม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มูลค่าส่งออกทุเรียนสดไทยในปี 2569 จะลดลงราว 1.8% เหลือประมาณ 3,705 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากปี 2568 การส่งออกขยายตัวได้เพียงเล็กน้อย
แม้จีนจะยังเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยแบบ “ไม่มีทางเลือก” แต่แรงกดดันในตลาดจีนกลับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากหลายด้าน

เวียดนามตีตื้นเร็ว แย่งส่วนแบ่งตลาดจีนอย่างจริงจัง
ข้อมูลจากศุลกากรจีนระบุว่า ในปี 2567 จีนมีการนำเข้าทุเรียนรวม 1.56 ล้านตัน มูลค่า 6.99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ประเทศไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด ด้วยมูลค่า 4.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ที่น่ากังวลคือ มูลค่าส่งออกลดลงถึง 12% YoY ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยในจีน ลดลงจาก 68% ในปี 2566 เหลือ 57.4% ในปี 2567
ในทางกลับกัน เวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับสอง กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด
– มูลค่าส่งออกไปจีนปี 2567 เพิ่มขึ้น 37.6%
– มูลค่ารวม 2.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
– ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 33% เป็น 42.1% ภายในเวลาเพียง 3 ปี
จุดแข็งของเวียดนามคือ
– ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
– ระยะขนส่งใกล้จีน
– ระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่การผลิตพัฒนาเร็ว
ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีกว่า โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา
มาตรฐานจีนเข้ม ต้นทุนไทยสูงขึ้นต่อเนื่อง
ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 จีนยกระดับมาตรฐานนำเข้าทุเรียนอย่างเข้มงวด
ทั้งการควบคุม สารตกค้าง เช่น แคดเมียม และ BY2 รวมถึงการกำหนดให้สวนและโรงคัดบรรจุต้องขึ้นทะเบียนและผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัย
ผลที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งด้านการลงทุน ระบบควบคุมคุณภาพ และการบริหารจัดการ เพื่อรักษาสถานะการส่งออก
ตลาดจีนไม่เท่ากันทุกมณฑล โอกาสไทยยังมี ถ้าเลือกสนามถูก
เมื่อมองเชิงพื้นที่ โอกาสของทุเรียนไทยในจีนยังแตกต่างกันไป
มณฑลที่ยังมีศักยภาพสูง ได้แก่
– กวางตุ้ง
– ยูนนาน
– เจ้อเจียง
ขณะที่ กว่างซีจ้วง เป็นพื้นที่ที่ไทยเสียเปรียบมากกว่า เนื่องจากระดับรายได้ต่ำ และทุเรียนราคาถูกจากเวียดนามทำตลาดได้ดีกว่า
ส่วน เสฉวน ถูกมองว่าเป็นตลาดดาวรุ่ง แม้ปัจจุบันจีนจะนำเข้าทุเรียนจากไทยราว 233 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังสูงกว่าการนำเข้าจากเวียดนามถึง 129.9% สะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว หากไทยสามารถรักษาคุณภาพและสร้างความแตกต่างได้
ทุเรียนไทยยังนำ แต่เกมเปลี่ยนแล้ว
แม้ไทยยังคงเป็นผู้นำตลาดทุเรียนในจีนจากจุดแข็งด้าน คุณภาพและรสชาติ
แต่เกมการแข่งขันวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
– ราคาไม่ใช่คำตอบเดียว
– ปริมาณไม่ใช่ข้อได้เปรียบถาวร
– ตลาดจีนเลือกมากขึ้น และเข้มงวดขึ้นทุกปี
ปี 2569 จึงไม่ใช่แค่ปีของ “ราคาทุเรียน”
แต่คือปีที่อุตสาหกรรมทุเรียนไทยต้อง ปรับโครงสร้างทั้งระบบ
ตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต มาตรฐาน ไปจนถึงการเลือกสนามแข่งขันในตลาดจีนอย่างมีกลยุทธ์





