บทความ

จีนยังแรงไม่หยุด! ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 30 ล้านคน แต่ “ตลาดจีน” คือกุญแจทองของปี 2568 ปี 2568 ใกล้จะปิดฉาก แต่ตัวเลขท่องเที่ยวไทยไปไกลกว่าที่คาด เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอัปเดตล่าสุด (1 ม.ค.–7 ธ.ค. 2568) พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 30 ล้านคนแล้ว แม้ภาพรวมลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ไทยยังโกยรายได้รวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และแม้ “มาเลเซีย” จะครองอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวสะสม แต่ถ้าพูดถึง “อิทธิพลทางการท่องเที่ยว” และ “กำลังซื้อในไทย” ต้องยกให้ จีน เป็นตลาดที่ทรงพลังที่สุดของปีนี้แบบไม่มีข้อกังขา
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มีค่ามากกว่าข้อมูลและนวัตกรรมในตลาดจีนกลับคือ “ความเชื่อใจ” (Trust) ปรากฏการณ์ The Trust Economy กำลังเปลี่ยนเกมธุรกิจครั้งใหญ่ เมื่อผู้บริโภคชาวจีนเลือกซื้อจาก “แบรนด์ที่เชื่อถือได้จริง” มากกว่าแบรนด์ที่โฆษณาเสียงดัง ความโปร่งใส เรื่องราวจริงใจ และรีวิวจากผู้ใช้จริงบนแพลตฟอร์มอย่าง Xiaohongshu, Douyin และ WeChat จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างยอดขายและความภักดีในระยะยาว แบรนด์ใดเข้าใจ “พลังของความเชื่อใจ” ก่อน ย่อมเป็นผู้ที่ชนะใจตลาดจีนได้อย่างแท้จริง
ขณะที่แบรนด์ทั่วโลกยังจับตาเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และเซินเจิ้น เมืองรองของจีนกลับก้าวขึ้นมาเป็น “ดาวรุ่งทางเศรษฐกิจ” ที่ทรงพลังไม่แพ้ใคร ด้วยกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างดิจิทัลกับความเป็นท้องถิ่น และพฤติกรรมการบริโภคที่ต้องการ “คุณภาพและตัวตน” มากกว่าความหรูหรา เมืองระดับ 3-5 จึงกลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่แบรนด์ทั่วโลกต้องรีบปักธง หากไม่อยากพลาดคลื่นการเติบโตครั้งสำคัญของตลาดจีนในทศวรรษนี้
50 ปี จีน-ไทย โอกาสครั้งใหญ่ของสินค้าไทยพรีเมียม บุกจีนผ่าน ‘ประตูกว่างซี’ จากงานแสดงสู่เส้นทางการค้าเต็มระบบ ปี 2025 ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่หมุนผ่านปฏิทิน แต่คือหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์จีน–ไทยครึ่งศตวรรษ ความใกล้ชิดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแนวคิดเชิงการทูต “จีน–ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” กำลังขยับสู่ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะใน ยุคที่สินค้าไทยต้องมองหาตลาดใหม่ที่แกร่งกว่าเดิม จีนจึงไม่ใช่แค่ “ตลาดใหญ่” แต่กลายเป็น “ประตูยุทธศาสตร์” ที่ไทยต้องรุกให้ทัน
ปี 69 กุ้งไทยส่งออกหดต่อเนื่อง เกมการค้าโลกเปลี่ยนเร็ว และ “จีน” คือสนามใหญ่ที่ต้องเร่งรุกในขณะที่อดีตไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก แต่วันนี้ภาพเปลี่ยนไปชัดเจน เรากลายเป็นผู้เล่นอันดับ 6 มีส่วนแบ่งการตลาดเพียงประมาณ 4% เท่านั้น แม้จะยังเป็นประเทศที่มีระบบการผลิตกุ้งครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ต้นทุนการผลิตที่สูง แข่งขันเรื่องราคาไม่ได้ และมาตรฐานการส่งออกที่เข้มขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยอยู่ในจุดที่ต้อง “รีเซ็ตกลยุทธ์ใหม่ทั้งระบบ”ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ปี 2569 (2025) มูลค่าการส่งออกกุ้งของไทยจะอยู่ที่ราว 1,075 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 3.6% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนความท้าทายทั้งด้านดีมานด์โลกที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่ดุเดือดยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะจาก เอกวาดอร์และอินเดีย ที่กำลังตีตลาดทุกทวีปแบบราคาเข้ม ๆ ชนะด้วยต้นทุนและผลผลิตที่มากกว่าไทย 2–5 เท่าแต่ท่ามกลางตลาดโลกที่ตกเป็นขาลง ยังมีหนึ่งสนามที่ไทยยัง “มีโอกาสใหญ่–แต่ต้องเล่นให้ถูกเกม”นั่นคือ ตลาดจีน
เมื่อ “ผู้หญิงจีน” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่คือพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับล้านล้านหยวน! จากการลงทุนเพื่อตัวเองจนถึงการสร้างความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน “She-economy” กำลังเปลี่ยนเกมการตลาดทั่วจีน แบรนด์ที่เข้าใจ Insight ของผู้หญิงยุคใหม่ — จะครองใจตลาดได้อย่างแท้จริง
ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยเสียงโฆษณาและความซับซ้อน ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่กลับโหยหาความ “เรียบง่าย–เป็นธรรมชาติ–และจริงใจ” มากกว่าเคย และนี่เองคือจุดที่ “แบรนด์ไทย” กำลังเปล่งประกาย ด้วยเสน่ห์ที่ไม่ต้องพยายาม แต่เข้าถึงใจได้อย่างลึกซึ้ง — เพราะความมินิมอลและจริงแท้ คือภาษาที่คนจีนยุคใหม่เข้าใจและไว้วางใจได้จริง
“หอการค้าไทยในจีน” เปิดโปงความจริงเจ็บ! ไทยเสียเวลา 10 ปี เพราะตามจีนไม่ทันถ้าจะพูดถึงตลาดที่เป็น “ความหวังใหญ่ที่สุด” ของผู้ประกอบการไทยในตอนนี้ ต้องยอมรับตรงกันว่า จีนคือสนามรบที่สำคัญที่สุด แต่ปัญหาคือ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยกลับพลาดโอกาสครั้งใหญ่แบบต่อเนื่อง และกำลังถูกทิ้งห่างมากขึ้นทุกปีดร.ไพจิต วิบูลย์ธนสาร รองประธานหอการค้าไทยในจีน สรุปคำแรง ๆ ว่า“ไทยเสียเวลาไป 10 ปีเต็ม เพราะเราไม่สามารถยกระดับความพร้อมของสินค้าและผู้ประกอบการได้เลย”จีนเปลี่ยนโครงสร้างตลาดอย่างรวดเร็ว จากออฟไลน์สู่ Online First แต่ผู้ประกอบการไทยยังติดกับดักเดิม ทำให้สินค้าไทยถูกมองว่า…
ไทยเน้นตลาดจีน ขยายโอกาสส่งออก ลดพึ่งสหรัฐ แม้สหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย แต่ล่าสุด ตลาดจีนกำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ของการส่งออกไทยในยุคที่มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ส่งออกไทย จากข้อมูลช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยไปจีนอยู่ที่ 30,667 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคิดเป็นสัดส่วน 12.1% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าจีนยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง
ในยุคที่ผู้บริโภคจีนไม่เชื่อแค่โฆษณาอีกต่อไป “รีวิวจริงจากนักท่องเที่ยวจีน” กลับกลายเป็นพลังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการผลักดันยอดขายสินค้าจากไทย เพราะมันคือ “ความจริงจากประสบการณ์” ที่ส่งต่อความประทับใจได้ดีกว่าคำพูดของแบรนด์เอง สินค้าไทยหลายแบรนด์จึงกลายเป็นไวรัลบน Xiaohongshu และ Douyin เพียงเพราะนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง “พูดจากใจ” หลังกลับจากเมืองไทย