จีนเปิดเกมเศรษฐกิจอนาคต ดันหุ่นยนต์มนุษย์–EV–รถบินได้ ไทยมีโอกาสร่วมสร้างตลาดใหม่
จีนกำลังเดินหน้าจากการเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ของโลก สู่การเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ (Humanoid Robot) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) หรือยานพาหนะบินขึ้นลงแนวดิ่งด้วยไฟฟ้า (eVTOL) ซึ่งกำลังถูกพัฒนาเพื่อขยายการใช้งานจากห้องทดลองไปสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการแข่งขันเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่โรงงานอัจฉริยะ ระบบขนส่ง การดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยว ไปจนถึงการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต
สำหรับประเทศไทย โอกาสทางธุรกิจอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การส่งออกสินค้าไปจีน หรือการเป็นฐานรับจ้างผลิตให้บริษัทจีนอีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่การเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยี การบริการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างตลาดร่วมกัน
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวที “China’s Next Chapter: Unlock the Opportunities through the City of Future” ซึ่งจัดโดย H.O.W. (House of Wisdom) โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจจากจีนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้สร้างโอกาสให้เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจบริการ อาหาร การแพทย์ การดูแลผู้สูงอายุ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าใหม่
จีนเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นธุรกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้ไทย
ธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้ก่อตั้ง H.O.W. (House of Wisdom) มองว่า จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีน่าจับตามอง และกำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับนักธุรกิจไทยที่ต้องการขยายการลงทุนหรือสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ
การทำความเข้าใจตลาดจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของขนาดตลาดหรือจำนวนผู้บริโภค แต่รวมถึงการเข้าใจทิศทางเทคโนโลยี นโยบายภาครัฐ และโครงสร้างธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง
เวทีดังกล่าวจึงเชิญผู้แทนจากนครฉงชิ่งและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีของจีนมานำเสนอแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรม พร้อมเปิดโอกาสให้นักธุรกิจ นักลงทุน และผู้พัฒนานวัตกรรมของไทยสร้างเครือข่ายความร่วมมือ
หากมองในเชิงเศรษฐกิจ สิ่งที่จีนกำลังพยายามสร้างไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้ให้บริการ และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน
สำหรับไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าจะนำเทคโนโลยีจากจีนเข้ามาใช้มากเพียงใด แต่คือจะสร้างความเชี่ยวชาญและรายได้ของตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างไร
ฉงชิ่งดัน Thai Town เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจไทยเจาะผู้บริโภคจีน
หนึ่งในโอกาสที่ถูกนำเสนอบนเวทีคือการพัฒนาโครงการ Thai Town ในย่านชาซีเซี่ยง (Chashixiang) นครฉงชิ่ง เพื่อดึงดูดธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนและสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศไทยให้แก่ผู้บริโภคชาวจีน
หวัง กั๋วชิ่ง ผู้แทนสภาประชาชนเขตหยูจง นครฉงชิ่ง ระบุว่า ฉงชิ่งเป็นมหานครที่มีตลาดท่องเที่ยวขนาดใหญ่ โดยมีการเดินทางท่องเที่ยวที่ผู้แทนระบุว่าราว 500 ล้านครั้งต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย
นอกจากนี้ ผู้แทนยังระบุว่าหลังการดำเนินนโยบายยกเว้นวีซ่าในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปฉงชิ่งเพิ่มขึ้น 72%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความสนใจด้านการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฉงชิ่งยังต้องการนำประสบการณ์จากต่างประเทศเข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคภายในเมืองด้วย
แนวคิดของ Thai Town จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเปิดร้านอาหารไทย แต่ครอบคลุมถึงการนำเสนอวัฒนธรรม อาหาร และบริการจากผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ผู้บริโภคจีนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการเดินทางมาประเทศไทย
หลิว ตันจู ผู้ช่วยผู้แทนสภาประชาชนเขตหยูจง กล่าวว่า ทางการฉงชิ่งมีแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์ นโยบาย และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว
ในมุมของธุรกิจไทย โครงการลักษณะนี้อาจเปิดโอกาสให้ร้านอาหาร แบรนด์สินค้าไทย ธุรกิจบริการ และผู้ประกอบการด้านวัฒนธรรมเข้าถึงลูกค้าจีนโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมายังประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่สนใจยังต้องประเมินต้นทุนพื้นที่ เงื่อนไขการลงทุน กฎหมายท้องถิ่น กำลังซื้อ และพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรอบคอบ เพราะการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐไม่ได้รับประกันว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จ

หุ่นยนต์มนุษย์จีนเริ่มเข้าสู่ตลาด ราคาเริ่มต้นราว 2.4 แสนบาท
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจคือหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือ Humanoid Robot ซึ่งจีนกำลังพัฒนาให้สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น
โอเวน จ้าน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหุ่นยนต์อานฮุย จู๋ชิ่ง กรุ๊ป นำเสนอหุ่นยนต์จูซิง (ZX) ซึ่งพัฒนาเพื่อใช้งานทั้งด้านการศึกษา การวิจัย อุตสาหกรรม และกิจกรรมเชิงพาณิชย์
ตัวอย่างการใช้งานที่ผู้บริหารนำเสนอมีตั้งแต่การเต้นรำ การเล่นฟุตบอล การแนะนำสินค้า การบรรยายข้อมูล ไปจนถึงงานที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวและปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาความสามารถสำหรับงานภายในบ้าน เช่น การพับผ้า การจัดการขยะ และการทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมกิจกรรม ตลอดจนการใช้งานในโรงงาน เช่น การยกสิ่งของ การประกอบชิ้นส่วน และการทำงานในพื้นที่เสี่ยงอันตราย
ผู้บริหารระบุว่าหุ่นยนต์ดังกล่าวมีราคาประมาณ 7,000–8,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 235,900–269,600 บาท ตามอัตราแปลงที่ระบุในข้อมูลจากเวที
ระดับราคานี้ทำให้หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เริ่มถูกพูดถึงในฐานะอุปกรณ์ที่ธุรกิจอาจนำมาทดลองใช้งานได้ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีสำหรับห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ราคาตัวเครื่องยังไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด ผู้ประกอบการต้องพิจารณาค่าโปรแกรม การบำรุงรักษา ความปลอดภัย ความแม่นยำในการทำงาน และความสามารถในการใช้งานจริงด้วย
สำหรับประเทศไทย โอกาสอาจเกิดขึ้นทั้งในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยีและผู้ให้บริการสนับสนุน เช่น ธุรกิจระบบอัตโนมัติ การติดตั้งและดูแลหุ่นยนต์ การพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงการผลิตหรือจัดหาชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐาน
โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและบริการที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนแรงงาน ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย
หากหุ่นยนต์สามารถช่วยลดงานซ้ำซ้อนหรืองานที่มีความเสี่ยงได้จริง ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจไทยในอนาคต
EV จีนโตต่อเนื่อง ไทยมีโอกาสมากกว่าการเป็นฐานประกอบรถยนต์
ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ซิน หลี่ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ บริษัท CDUI (China Automobile Development United Investment) อธิบายว่า จีนใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ผลิตรถยนต์เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับอุตสาหกรรม จากเดิมที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง
หนึ่งในกลไกที่ผู้แทนนำเสนอคือการรวมความร่วมมือของผู้ผลิตรถยนต์ 13 ราย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบันผู้แทนระบุว่ายอดขายรถยนต์ใหม่ในจีนมากกว่า 50% เป็นรถยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดยานยนต์จีนอย่างมีนัยสำคัญ
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ ระบบชาร์จเร็ว และระบบสลับแบตเตอรี่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันในอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยผู้แทนยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่สามารถชาร์จไฟประมาณ 10 นาทีเพื่อรองรับการวิ่งระยะทาง 500 กิโลเมตร ภายใต้เงื่อนไขของเทคโนโลยีที่นำเสนอ
สำหรับประเทศไทย ผู้แทน CDUI มองว่ามีบทบาทสำคัญในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ ประตูสู่ตลาดอาเซียนสำหรับรถพวงมาลัยขวา และตลาดที่มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
พร้อมระบุว่าผู้ผลิตรถยนต์มากกว่าครึ่งหนึ่งในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ CDUI มีฐานการผลิตในประเทศไทย
แต่โอกาสของไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การตั้งโรงงานประกอบรถยนต์
ธุรกิจบริการหลังการขาย การพัฒนาบุคลากร ระบบซ่อมบำรุง อะไหล่ ซอฟต์แวร์ และห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ล้วนเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้
ประเด็นสำคัญคือการทำให้การลงทุนจากจีนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น ผ่านการพัฒนาทักษะ การยกระดับมาตรฐานชิ้นส่วน และการสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีภายในประเทศ
เพราะหากไทยทำหน้าที่เพียงประกอบรถยนต์โดยไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนมูลค่าที่สร้างในประเทศได้ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาวก็อาจมีข้อจำกัด
รถยนต์บินได้ eVTOL อีกตลาดใหม่ที่จีนกำลังเตรียมเปิดเกม
นอกจากรถยนต์ไฟฟ้า จีนยังให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ หรือ Low-altitude Economy ซึ่งครอบคลุมการพัฒนายานพาหนะและบริการที่ใช้พื้นที่อากาศระดับต่ำเพื่อการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกนำเสนอบนเวทีคือ eVTOL หรือยานพาหนะไฟฟ้าที่สามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง
ซิน หลี่ ระบุว่าต้นแบบที่บริษัทนำเสนอมีสมรรถนะตามที่ผู้พัฒนาระบุ ได้แก่
- ระยะบินต่อการชาร์จประมาณ 200 กิโลเมตร
- ความเร็วสูงสุดประมาณ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- รองรับน้ำหนักบรรทุกประมาณ 220 กิโลกรัม
เทคโนโลยีดังกล่าวยังอยู่ในระดับต้นแบบ และมีเป้าหมายพัฒนาไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต
ผู้แทนประเมินว่าอาจใช้เวลาอีกประมาณ 5–6 ปี ก่อนที่บริการลักษณะนี้จะสามารถเปิดให้ใช้งานเชิงพาณิชย์ได้แพร่หลายขึ้น โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐาน
ปัจจัยสำคัญประกอบด้วยการอนุญาตผู้ควบคุมยานพาหนะ จุดขึ้นลงจอด และระบบปฏิบัติการที่รองรับการเดินทางทางอากาศ
แม้เทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้า แต่การนำมาใช้งานจริงยังต้องผ่านการรับรองด้านความปลอดภัย การจัดการจราจรทางอากาศ และการประเมินต้นทุนการดำเนินงาน
สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจการบินระดับต่ำอาจสร้างโอกาสในอนาคตให้กับธุรกิจท่องเที่ยว โลจิสติกส์ การดูแลรักษาอากาศยาน และระบบบริหารจัดการการเดินทาง
อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้ยังเป็นแนวโน้มระยะยาว ไม่ใช่ตลาดที่พร้อมเปิดให้บริการทั่วไปได้ทันที
ธุรกิจไทยต้องเลิกคิดแค่ OEM และเริ่มร่วมพัฒนาเทคโนโลยี
เฉา เหวินเซี่ย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียแปซิฟิก เสนอว่า ธุรกิจไทยที่ต้องการเติบโตควรขยับจากรูปแบบเดิมที่เน้นการจ้างผลิตสินค้าในจีนแล้วนำกลับมาจำหน่ายในประเทศไทย
ไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างธุรกิจร่วมกัน
แนวคิดดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยนำความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้าไปผสานกับเทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายการผลิตของจีน
โดยมี 3 กลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามอง
1. อาหารและเกษตรมูลค่าสูง
ไทยมีจุดแข็งด้านอาหารและสินค้าเกษตรที่มีเอกลักษณ์ ทั้งด้านรสชาติ วัตถุดิบ และความหลากหลาย
แต่โอกาสในตลาดจีนอาจไม่ได้อยู่ที่การส่งออกวัตถุดิบจำนวนมากเพียงอย่างเดียว
หากผู้ประกอบการไทยสามารถนำเทคโนโลยีการเกษตร การแปรรูป และนวัตกรรมอาหารมาช่วยพัฒนาคุณภาพสินค้า ก็อาจเพิ่มมูลค่าและเข้าถึงผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูงได้มากขึ้น
ตัวอย่างโอกาส ได้แก่ อาหารแปรรูปคุณภาพสูง ผลิตภัณฑ์จากผลไม้ไทย อาหารเพื่อสุขภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับพันธมิตรจีน
2. การแพทย์และธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ
จีนกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร โดยสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และความต้องการบริการด้านสุขภาพมีแนวโน้มขยายตัว
ธุรกิจไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการแพทย์ การฟื้นฟูสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ และการบริการที่เน้นประสบการณ์ของผู้รับบริการ อาจมีโอกาสสร้างความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีจีน
โดยเฉพาะการพัฒนาระบบติดตามสุขภาพ อุปกรณ์ช่วยดูแลผู้สูงอายุ หุ่นยนต์สนับสนุนงานบริการ และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแล
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงมาตรฐานทางการแพทย์ กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล และการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในจีนด้วย
3. หัตถศิลป์และ Soft Power ไทย
อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ไทยมีจุดแข็ง ทั้งงานออกแบบ หัตถศิลป์ วัฒนธรรม อาหาร และการสร้างประสบการณ์
หากนำจุดแข็งเหล่านี้มาผสานกับแพลตฟอร์มดิจิทัล เทคโนโลยีการผลิต และเครือข่ายการจัดจำหน่ายของจีน ก็อาจช่วยให้แบรนด์ไทยเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น การพัฒนาแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ไทย การใช้ E-commerce เจาะตลาดจีน การสร้างผลิตภัณฑ์ร่วมกัน หรือการพัฒนาประสบการณ์วัฒนธรรมไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวของจีน
ความท้าทายสำคัญคือการรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ไทย พร้อมกับปรับรูปแบบสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคจีน
ไทย–จีนต้องร่วมสร้างมูลค่า ไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนสินค้า
เหอ เลี่ย รองประธานบริหารคณะกรรมการระหว่างประเทศ สมาคมการลงทุนแห่งประเทศจีน (Investment Association of China) กล่าวถึงแนวคิด Complementary Strengths หรือการนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน
โดยมองว่าประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและการบริการ ซึ่งสามารถนำไปผสานกับการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมของจีนได้
แนวคิดนี้สะท้อนทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่อาจเปลี่ยนจากการซื้อขายสินค้า ไปสู่การร่วมลงทุนและพัฒนาธุรกิจที่ใช้ความสามารถของทั้งสองประเทศ
แต่สำหรับผู้ประกอบการไทย การเป็นพันธมิตรที่แท้จริงต้องมีมากกว่าการได้รับโอกาสเข้าถึงตลาด
สิ่งสำคัญคือการมีบทบาทในการพัฒนาสินค้า การถือครององค์ความรู้ การสร้างแบรนด์ การเข้าถึงลูกค้า และการได้รับส่วนแบ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม
โดยเฉพาะเมื่อความร่วมมือเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ธุรกิจไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเงื่อนไขสัญญา สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความเสี่ยงจากการพึ่งพาพันธมิตรเพียงรายเดียว

เกมเศรษฐกิจใหม่ ไทยจะเป็นแค่ผู้ซื้อเทคโนโลยี หรือเป็นผู้ร่วมสร้างอนาคต?
ความเคลื่อนไหวจากเวที China’s Next Chapter สะท้อนว่าจีนกำลังพยายามเชื่อมโยงเทคโนโลยีใหม่เข้ากับการใช้งานทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่หุ่นยนต์มนุษย์ รถยนต์ไฟฟ้า ยานพาหนะบินได้ ไปจนถึงการพัฒนาเมืองและบริการรูปแบบใหม่
สำหรับไทย โอกาสไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาใช้งานเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมใหม่ของจีน
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาชิ้นส่วนหุ่นยนต์ การบริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพ การส่งออกอาหารมูลค่าสูง หรือการนำวัฒนธรรมไทยเข้าไปสร้างประสบการณ์ใหม่ในตลาดจีน
อย่างไรก็ตาม โอกาสทางธุรกิจจะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อมีความต้องการของตลาด โมเดลรายได้ที่ชัดเจน และความร่วมมือที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย
หากไทยสามารถใช้ความเชี่ยวชาญด้านบริการ อาหาร สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผสานกับเทคโนโลยีและเครือข่ายการผลิตของจีนได้อย่างเหมาะสม ก็อาจช่วยให้ธุรกิจไทยก้าวจากการเป็นผู้ขายสินค้าและผู้รับจ้างผลิต ไปสู่การเป็นผู้ร่วมพัฒนาธุรกิจแห่งอนาคต
เพราะการแข่งขันทางเศรษฐกิจในยุคต่อไป อาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครผลิตสินค้าได้มากกว่า แต่รวมถึงว่าใครสามารถสร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีใหม่ได้มากกว่ากัน
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “จีนกำลังพัฒนาเทคโนโลยีอะไร”
แต่คือ “ธุรกิจไทยจะเข้าไปอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่เศรษฐกิจแห่งอนาคตของจีน”






