ไทย–จีนผนึกกำลังลุยตลาด “ซีรีส์แนวตั้ง” ปั้นคอนเทนต์มือถือโลก ดัน Soft Power สองประเทศ
อุตสาหกรรมบันเทิงดิจิทัลกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการรับชมผ่านสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะ หนึ่งในเทรนด์ที่เติบโตแรงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ “ซีรีส์แนวตั้ง” (Vertical Short Drama) ซึ่งกำลังกลายเป็นรูปแบบการเล่าเรื่องใหม่ของวงการบันเทิงโลก
ล่าสุด ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตจาก ประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังสร้างกระแสใหม่ในตลาดคอนเทนต์ เมื่อสองประเทศจับมือกันพัฒนาโปรเจกต์ซีรีส์แนวตั้งรูปแบบใหม่ โดยใช้โมเดล ร่วมทุนผลิต (Co-Production) พร้อมผลักดัน Soft Power จากทั้งสองวัฒนธรรม เพื่อเจาะตลาดผู้ชมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และขยายสู่ตลาดโลก
เทรนด์ใหม่ของวงการบันเทิง: ซีรีส์แนวตั้งสำหรับมือถือ
“ซีรีส์แนวตั้ง” หรือ Vertical Short Drama คือรูปแบบคอนเทนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการรับชมผ่านสมาร์ตโฟนโดยเฉพาะ โดยใช้สัดส่วนหน้าจอแนวตั้งแบบเดียวกับการใช้งานโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok หรือ Instagram
จุดเด่นของซีรีส์ประเภทนี้คือ
- ตอนสั้น ความยาวเฉลี่ย 1–3 นาที
- โครงเรื่องกระชับ เข้มข้น ดูต่อเนื่องได้รวดเร็ว
- ออกแบบมาให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้ชมยุคใหม่ที่เสพคอนเทนต์ผ่านมือถือ
ในประเทศจีน ซีรีส์แนวตั้งเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง

“สาวไทยข้ามภพ ป่วนใจแม่ทัพ” ซีรีส์แนวตั้งที่สร้างกระแส
หนึ่งในโปรเจกต์ที่กำลังได้รับความสนใจมากที่สุด คือซีรีส์แนวตั้งเรื่อง “สาวไทยข้ามภพ ป่วนใจแม่ทัพ” ซึ่งเป็นผลงานร่วมทุนระหว่างค่ายโปรดักชันจากจีนและทีมผู้สร้างจากประเทศไทย
ซีรีส์เรื่องนี้ได้นักแสดงดาวรุ่งชาวไทยอย่าง อลิซา แอน ไฮน์ส มารับบทนำ พร้อมนำเสนอเรื่องราวแนว “ทะลุมิติ” ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้ชมชาวจีน
เนื้อเรื่องเล่าถึงหญิงสาวชาวไทยที่หลุดเข้าไปในยุคจีนโบราณ ก่อนจะเข้าไปพัวพันกับแม่ทัพหนุ่มในราชสำนัก พร้อมนำเอาวัฒนธรรมไทยเข้าไปสร้างสีสันในโลกอดีต ไม่ว่าจะเป็น
- อาหารไทย
- บุคลิกความสนุกสนานแบบไทย
- วิถีชีวิตและมุมมองแบบร่วมสมัย
การผสมผสานระหว่างพล็อตจีนยอดนิยมกับ Soft Power ไทย ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok รวมถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง iQIYI และ ShortMax
ไทย–จีน ดึงจุดแข็งคนละด้านสู่การผลิตระดับสากล
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคอนเทนต์มองว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศได้อย่างลงตัว
จุดแข็งของจีน: Content Logic
อุตสาหกรรมซีรีส์จีนมีประสบการณ์สูงในการสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะ
- การเขียนบทที่กระชับและดึงดูดผู้ชมตั้งแต่ตอนแรก
- การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ชมผ่านระบบอัลกอริทึม
- การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ทำรายได้จากแพลตฟอร์มดิจิทัล
จุดแข็งของไทย: Creative Production
ในขณะเดียวกัน ทีมโปรดักชันจากไทยก็ได้รับการยอมรับในด้าน
- การถ่ายทำที่มีรายละเอียดและคุณภาพสูง
- การออกแบบโปรดักชันที่มีเอกลักษณ์
- นักแสดงที่มีเสน่ห์และเป็นที่นิยมในตลาดเอเชีย
การรวมกันของสององค์ประกอบนี้ ทำให้โปรเจกต์ร่วมทุนมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดสากลมากขึ้น

AI เปลี่ยนเกมซีรีส์ข้ามประเทศ
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโปรเจกต์ซีรีส์แนวตั้งในปี 2026 คือการนำ เทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้สามารถ
- แปลภาษาอัตโนมัติ
- พากย์เสียงหลายภาษาแบบ Real-time
- ปล่อยคอนเทนต์พร้อมกันในหลายประเทศ
ทำให้ซีรีส์ที่ผลิตร่วมกันระหว่างไทยและจีนสามารถเปิดตัวพร้อมกันในหลายแพลตฟอร์มโดยไม่ติดข้อจำกัดด้านภาษา
นอกจากนี้ ยังมีการทดลองใช้ระบบ เหรียญดิจิทัล (Digital Coin) สำหรับปลดล็อกตอนพิเศษหรือคอนเทนต์พรีเมียม ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินในประเทศไทย ช่วยให้ผู้สร้างสามารถสร้างรายได้โดยตรงจากผู้ชม
ตลาดซีรีส์แนวตั้งโตแรง ไทยติด Top 10 ของโลก
ข้อมูลจากอุตสาหกรรมคอนเทนต์ดิจิทัลระบุว่า ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของโลก ที่มีอัตราการดาวน์โหลดแอปซีรีส์แนวตั้งสูงที่สุด
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้ชมกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากการดูละครยาวบนทีวีหรือแพลตฟอร์มสตรีมมิง ไปสู่การเสพคอนเทนต์สั้น ๆ ที่ดูได้ทุกที่ทุกเวลา
ตัวแทนจาก Artop Media ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงทุนในโปรเจกต์นี้ ระบุว่า
“นี่ไม่ใช่แค่การย่อขนาดละครจากจอทีวีลงมาสู่หน้าจอมือถือ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมการเสพสื่อรูปแบบใหม่ที่ไร้พรมแดน และประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาค”

ไทยสู่ศูนย์กลางผลิตคอนเทนต์มือถือในเอเชีย
ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในตลาดซีรีส์แนวตั้ง ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมบันเทิงดิจิทัลในภูมิภาค
หากโมเดลการร่วมทุนนี้ประสบความสำเร็จ ประเทศไทยอาจกลายเป็น ศูนย์กลางการผลิตคอนเทนต์มือถือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Soft Power ไทยสู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
ในยุคที่ผู้ชมทั่วโลกเสพคอนเทนต์ผ่านมือถือเป็นหลัก การร่วมมือระหว่างไทยและจีนจึงไม่ใช่เพียงแค่การผลิตซีรีส์ แต่เป็นการเปิดประตูสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่ไร้พรมแดน





