กุหลาบวาเลนไทน์ราคาดิ่ง เหตุซัพพลายจีนทะลักตลาด ดันกำลังซื้อสะพัดทั่วกรุง
เทศกาลวาเลนไทน์ปี 2569 กลายเป็นปีที่ “ผู้บริโภคได้เปรียบที่สุด” ในรอบหลายปี หลังราคาดอกกุหลาบปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน สวนทางกับบรรยากาศการจับจ่ายที่คึกคักทั่วกรุงเทพฯ ปัจจัยสำคัญมาจากอุปทาน (Supply) จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะกุหลาบนำเข้าจากจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดในต้นทุนที่ต่ำลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกทำสถิติต่ำสุดเพียงกำละ 200 บาท
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนภาพใหม่ของตลาดดอกไม้ไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ซัพพลายจากต่างประเทศสามารถกำหนดทิศทางราคาในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกลับพุ่งสูงขึ้น เพราะราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน
ซัพพลายจีนล้นตลาด ตัวแปรสำคัญที่กดราคาดอกไม้ไทย
การสำรวจตลาดค้าส่งและค้าปลีกดอกไม้ในกรุงเทพฯ พบว่า ปีนี้มีปริมาณกุหลาบนำเข้าจำนวนมาก โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งมีสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและต้นทุนลดลง
เมื่อสินค้าจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดไทยในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาจึงปรับลดลงตามกลไกตลาด แตกต่างจากในอดีตที่วาเลนไทน์มักเป็นช่วง “ราคาพุ่งสูง” เพราะสินค้าขาดแคลน
ราคาที่สำรวจได้ในปีนี้ ได้แก่
- กุหลาบนำเข้า 200–300 บาท / 10 ดอก (ปีก่อนสูงถึง 400 บาท)
- กุหลาบไทยก้านยาว 350–380 บาท / 20 ดอก
- คาร์เนชั่น 120–150 บาท / 20 ดอก
- ลิลลี่ 200–300 บาท / 10 ดอก
- ทานตะวัน 180–300 บาท / 5 ดอก
ส่วนช่อดอกไม้สำเร็จรูปมีราคาเริ่มต้นประมาณ 400 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและการจัดตกแต่ง

ผู้บริโภคได้ประโยชน์เต็มที่ กำลังซื้อสะพัดทั่วเมือง
แม้ราคาจะลดลง แต่บรรยากาศการซื้อขายกลับคึกคักกว่าหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัว และพฤติกรรมการใช้จ่ายที่พร้อมจับจ่ายเมื่อราคาสมเหตุสมผล
ผู้ค้าหลายรายระบุว่า ยอดขายรวมไม่ได้ลดลงตามราคา เพราะจำนวนผู้ซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานที่มองว่าดอกไม้ปีนี้ “คุ้มค่า” กว่าทุกปีที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์นี้จึงกลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน
👉 ราคาลด = ปริมาณซื้อเพิ่ม
👉 เงินหมุนเวียนในระบบสูงขึ้น
เกษตรกรไทยเร่งปรับตัว สู้การแข่งขันด้วย Smart Farming
แม้ซัพพลายจากจีนจะกดราคา แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ผลักดันให้เกษตรกรไทยเร่งพัฒนาการผลิต โดยหันมาใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูกสมัยใหม่ (Smart Farming) เพื่อเพิ่มคุณภาพและลดต้นทุน
ปัจจุบันประเทศไทยสามารถเพาะปลูกดอกไม้เมืองหนาวได้เอง เช่น กุหลาบ ลิลลี่ และคาร์เนชั่น ด้วยระบบควบคุมอุณหภูมิและสภาพแวดล้อม ทำให้มีทางเลือกทั้งสินค้านำเข้าและสินค้าภายในประเทศ
การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตของไทยในระยะยาว

รัฐคุมเข้มตลาด ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา
เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการค้า หน่วยงานภาครัฐได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการติดป้ายราคาอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผู้ค้าฉวยโอกาสขายเกินราคา
ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ค้าส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาได้อย่างโปร่งใส และสร้างความมั่นใจในการจับจ่าย
วาเลนไทน์ปีนี้ = สัญญาณบวกเศรษฐกิจฐานราก
ภาพรวมตลาดดอกไม้วาเลนไทน์ปี 2569 จึงสะท้อนสัญญาณเชิงบวกหลายด้าน ได้แก่
- ราคาสินค้าลดลง ทำให้เข้าถึงง่าย
- กำลังซื้อเพิ่มขึ้น เงินหมุนเวียนสูง
- การแข่งขันกระตุ้นการพัฒนาภาคเกษตร
- ตลาดมีความโปร่งใสและสมดุล
แม้จะเกิดจากซัพพลายต่างประเทศ แต่ผลลัพธ์กลับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อ “ซัพพลายจีน” เปลี่ยนเกมวาเลนไทน์ไทย
ปีนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า โลกการค้าสมัยใหม่ไม่มีพรมแดนอีกต่อไป การผลิตในประเทศหนึ่งสามารถส่งผลต่อราคาและพฤติกรรมผู้บริโภคในอีกประเทศได้ทันที
กุหลาบราคาถูกอาจดูเป็นเพียงเรื่องเล็กในเทศกาลแห่งความรัก แต่ในเชิงเศรษฐกิจ มันสะท้อนโครงสร้างตลาดใหม่ที่เชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาค
และหากไทยสามารถปรับตัวได้ทัน
การแข่งขันจากต่างประเทศอาจไม่ใช่ภัยคุกคาม
แต่คือโอกาสในการยกระดับทั้งระบบเศรษฐกิจ





